https://www.facebook.com/KorpaiLee/

::.จากใจสู่ใจของคนไทยหนึ่งคน / In The Name Of Thai People ::


การเมืองไทยในวันนี้ 

เรารู้ดีว่าเกิดอะไร

เราไม่เคยโกหกตัวเราได้

ตอนนี้คนไทยหันมาฆ่ากันเอง


เรายอมรับความจริง

การเมืองไม่นิ่งอย่าอ่อนไหว

ปัญหามาก็แก้กันไป

มองดูภัยที่อยู่ข้างตัว



ตอนนี้เหล่าพี่น้องคนไทย

จะไปทางไหนต้องระวังตัว

เพราะมีตำรวจที่แสนมั่ว

ไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไร



เราต้องดูแลตัวเอง

ไม่คิดข่มเหงต่อใคร

แต่คนที่เห็นหน้ากันไหวๆ

ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน



มองไปรอบๆตัวเอง

ไม่ได้กลัวเกรงหรือหวั่นไหว

แต่ยามนี้บ้านเมืองไม่ปลอดภัย

เดี่ยวโดนพวกเสื้อสีควาย ๆ



ไว้ใจพวกนั้นได้เมื่อไหร่เล่า

อยู่ดีๆมันวิ่งเข้าใส่ไล่ล่า

ปาระเบิดตะเพิดเอา

ด้วยเจ็บเปล่าง่าย ๆ




อาจตายฟรี


By

Korpai

4/25/10

สงกรานต์บ้านเขาทอง/SongKran Fesival Khaothong Village Phayuhakiri Nakornsawan



สงกรานต์แต่ละปี ในแต่ละที่ของบ้านเรามีกิจกรรมมากมาย ในปีนี้ที่หมู่บ้านเขาทอง เป็นหมู่บ้านเล็กแห่งหนึ่ง อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ จัดให้มีกิจกรรม การละเล่น เพื่อให้คนในชุมชนได้มา พบปะสังสรรค์กัน ทั้งในแต่ละครอบครัว และกิจกรรมสนุกๆที่ทางตำบลจัดขึ้น เพื่อให้คนในหมู่บ้านได้ร่วมกิกรรมอย่างสนุกสนาน นั่นคือการละเล่นของเด็กๆที่  เป็นลูกหลาน ได้มาแข่งกีฬาพื้นบ้านแบบไทย




บรรยากาศแบบไทยๆที่ยังหาได้ในชนบท




เช้าวันสงกรานต์ไม่ได้ไปทำบุญที่ วัดเหมือนใครต่อใครเขาหรอกเพราะ ว่าที่บ้านลูกค้าที่สนิทสนมกับที่บ้านฉันมีงานศพ เป็นคนแก่ที่ป่วยเป็นอัมพาธนอนมาหลายปีแล้ว มีลูกหลานคอยดูแลปรนนิบัติพัดวีอย่างใกล้ชิด


ฉันเลยไปช่วยงานตักบาตรที่บ้านลูกค้าตั้งแต่เช้าตรู่วันสงกรานต์      ปีนี้ดูเหมือนอากาศยิ่งร้อนคนเฒ่าคนแก่ มียอดการตายพุ่งมากขึ้น เป็นเหมือนทุกๆปี  พอย่างเข้าหน้าร้อนอย่างนี้ จะมีคนสูงอายุจากไป
ราวกับผลไม้ที่สุกงอมล่วงหล่นลงจากต้น เหมือนกับทุกอย่างในโลก ต้องมีเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป
 ในหมู่บ้านที่ฉันอยู่มีงานกันมากมายทั้งบวชนาค แต่งงาน และงานศพ กลับจากทำบุญแล้วอยู่บ้านอากาศร้อนอย่างนี้ไม่ได้ไปไหน



นานๆที่บ้านจะมีผู้คนในหมู่บ้านที่ไปทำงานต่างถิ่นจะกลับบ้านกันพร้อมหน้าพร้อมตา ที่บ้านฉันก้เช่นกัน ปกติแล้วที่บ้านเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ไม่ค่อยตื่นเต้นกับการกลับบ้านในเทศกาลนี้เท่าไหร่นัก  แต่ว่าผู้คนที่อยู่แวดล้อมต่างหากที่ทำให้รุ้สึกว่ามีบรรยากาศการกลับบ้านดูคึกคักในเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี
เมื่อพวกเราในครอบครัว  กลับบ้านมาพร้อมหน้าพร้อมตา   ต่างคนต่างมีหน้าที่ต้องปฎิบัติกันอยู่แล้ว  บางครั้งพวกเราต่างก้นั่งคุยกันบ้าง  อย่างน้อยความรู้สึกอบอุนมากกว่าที่เคยก้เท่านั้น การได้ดูข่าวร่วมกันบ้าง อ่านหนังสือกันบ้าง นั่งอยู่คนละฝั่งของบ้านมุมใครมุมมันหาความสำราญได้ แต่ว่ามีความสุขในแบบส่วนตัวของแต่ละคนไป




การแข่งขันกีฬาพื้นบ้านมีเด้กๆให้ความร่วมมือกันอย่างสนุกสนาน


สาวน้อยคนนี้วิ่งได้รวดเร็วปานจร
แชมป์ฝ่ายหญิงคือคนนี้


พี่เลี้ยงมารับออกจากขอบสนาม


หนุ่มน้อยคนนี้เล่นแย้ลงรูมีพละกำลังน่างกายแข็งแรงมาก


ประมาณบ่ายสองโมง อาปาชวนฉันกับน้องชายไปเที่ยวเล่นในวัด พอรู้ข่าวว่ามีเล่นกีฬาพื้นบ้านสามัคคีด้วย รีบจัดแจงเตรียมตัวไปดูและเชียร์กีฬากันที่บริเวณลานกีฬาของวัดเขาทอง ศูนย์รวมกิจกรรมกลางแจ้ง ของหมู่บ้านของเรา



นี่..เป็นรุ่นเล็กสุดอายุไม่เกิน 5 ขวบ


แข่งกันเหยียบลูกโป่ง



เหลือสามคนสุดท้าย

ด้วยไหวพริบและความชาญฉลาดของเด็ก


เล่นเอาผู้ใหญ่หัวเราะชอบใจ





เสื้อสีเขียวฉลาดมากได้ใจใครๆไปหลายคน

เต้นฟุตเวิร์คตลอด ดูท่าทางแกซะก่อนไม่มีใครกล้าแหยมเลย



การละเล่นสารพัดรวมทั้งกีฬ่าพื้นบ้านไฮไลท์ของงานสงกรานต์ ของหมูบ้าน เริ่มมองเห็นกอเชียร์แต่ละหมู่บ้านแล้วแม้ว่าแดดร้อนมากเพียงใด ขนาดผิวแดดเป็นไอระยับเป็นเปลวอยู่ตรงหน้า ไม่ได้เป็น
อุปสรรคต่อการมาร่วมงานนี้กันเลยแม้แต่น้อย

ทุกคนมีใบหน้าเปื้อนยิ้มส่งเสียงทักทายยกมือไห้วอาปาฉัน ฉันกับน้องชายที่เดินตามอมยิ้มยกมือไหว้กลับไปแทนคำขอบคุณ



               อ้าวนั่นคู่นั้นเริ่มดึงเสื้อกันแล้ว
กรรมการต้องมาแยก


เราเดินตามอาปาทักทายผู้คนไปตลอดทาง จนกระระทั่งถึงเต้นท์ของหมู่บ้าน บ้านฉันอยู่หมู่ 5 เราสามคนพ่อลูกไปนั่นดุกีฬากันที่ นั่น แค่เห็นบรรยากาศรอบๆตัว ไม่ต้องอธบานเลยว่ามีความอบอุ่น และน้ำใจของชาวบ้านที่นี่มากมายเพียงไร



 
 
สีสันของกองเชียร์แต่ละหมู่
 
 
เสื้อแดงใส่หมวกสาน นั่นคือ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4
 

ทุกคนที่มาร่วมงานมีความสามัคคี
และมุ่งเน้นความเฮฮาสนุกสนาน



พวกเราเตรียมร่ม หมวก เสื้อแขนยาวติดตัวไปเท่าที่จำเป็น ยังไม่ทันจอดรถกันเลย มองเห็นคนในหมู่บ้านเข้ามาร่วมกิจกรรม การแข่งกีฬาพื้นบ้านกันมากมาย หลายคนที่ต้องเดินมฃทางไปทำงานต่างถิ่น จะกลับมาเที่ยวบ้าน นับว่าเป็นการรวมตัวพบหน้ากันระหว่างพี่น้อง




คนนี้เร็วมากจับคนดูเชียร์ก้นลั่นเสียงดังสนั่นสนาม
แพลนกล้องตามแทบไม่ทัน




                            ต้องมีทักษะและความสามารถพอตัว
ไม่งั้นเดี๋ยวตกลงมาได้ง่ายๆ



ได้ยินเสียงกองเชียร์กีฬาดังกระหึ่มออกมานอกบริเวณวัดแล้ว พิธีกรเพิ่งเริ่มส่งเสียงเรียกคนให้มานวมตัวกันตามซุ้มต่างๆที่แต่ละหมู่บ้านจัดไว้ให้กองเชียร์ได้ส่งเสียงกันอย่างสนุกสนาน
















:: Single Life/โสดที่แสนสุข ::

ชีวิตสุขที่โสดได้ลิงโลดไปแดนไกล

ท่องเที่ยวไปที่ไหนตามหัวใจที่ร้องขอ

ไปอยู่ที่แดนไกลไม่มีใครที่เฝ้ารอ

เบื่อการนั่งตามง้อเบื่อการรอใครต่อใคร


 
ชีวิตโสดเป็นอย่างนี้ช่างสุขีดีสบายใจ

ท่องเที่ยวอยู่ร่ำไปไม่หาห่วงมาคล้องคอ

เป็นสุขที่ได้โสดไม่ได้โกรธคนข้างกาย

คนเดียวไม่เปลี่ยวใจเพื่อนมากมายไม่ต้องรอ


อยากไปไหนไปกันแล้วแต่ฉันไม่ขึ้นกับใคร

ไม่ต้องหุงหาอาหารไว้ให้ไม่ต้องนั่งเอาใจใคร

เที่ยวเองได้ตามใจเพียงเก็บเงินไว้ให้พอ

อยากเที่ยวไหนไม่ต้องรอสบายใจจริงหนอ

.
.

ไม่ต้องง้อคนอื่นไง


 
ใครที่ว่าไม่ดีช่างเขา

แต่ตัวเราแสนสุขี

ไม่ต้องมีใครคอยเซ้าซี้

ให้ต้องทำนั่นโน่นนี่อยู่ร่ำไป


ใช้ชีวิตอย่างง่าย

ไม่มีภาระใดที่ต้องเจอ

ยังยินดีอยู่เสมอ

แม้ยังไม่เจอคนที่ใช่


 
อยู่อย่างนี้สบายใจ

เพราะอยู่ได้ตามใจตัว



ถ้อยคำ



โดย


Korp@i

:: ดอกไม้ไหวในวันเหงา/ Lonely again ::

ฤดูหนาวคราวนี้แสนแห้งแล้ง

ใบไม้แห้งปลิดปลิวลิ่วเลือนหาย

ลมพัดแรงเร็วถี่ตามลมไป

เปรียบหมือนใจใครหลุดลอยไม่คล้อยมา


มองไปไหนทำไมหัวใจฝืน

เหมือนดั่งล้มทั้งยืนด้วยขื่นขม

มองทางไหนไม่มีน้ำร้าวระทม

เหมือนลอยลมขว้างใจเธอไม่มา



หรือว่าเราปวดร้าวเพราะอากาศ

มองฟ้าคล้ายเกรี้ยวกราดรู้สึกเหงา

ลมเคยพัดเอื่อยกลับเฉยนิ่งไม่พัดเรา

มีเพียงร่มเพียงบังเงาแสนเศร้าใจ



ฝากลมบอกใจรักยังรออยู่

ผลัดฤดูใจเปลี่ยนเวียนกลับใหม่

หรือไม่คิดถึงที่เคยรอกันหรือไร

ไม่มีเลยน้ำใจไม่กลับมา


 
รอบๆตัวทุกอย่างยังเงียบสนิท

วังเวงยิ่งชีวิตจิตใจเหงา

ขมขื่นเพราะคิดถึงเขาหรือเปล่า

หรือเพราะหนาวเกินฝืนไม่คืนมา


เสียงนกร้องก้องไปดั่งใจเหงา

เห็นนกเศร้าตัวเรายิ่งหดหู่

การเปลี่ยนแปลงมีเรื่อยไปแม้ใจรู้

ยังหดหู่เพราะรู้ดีที่เธอไป



นับจากวันนี้ไม่มีเขา

มีเพียงเงาที่เคยพาดผ่านในฝัน

ยังคงเป็นอย่างนี้ทุกวี่วัน

อย่าได้ปันเผื่อใจไว้ที่ใครเลย



อยู่กับตัวเองได้จะดีกว่า

ชีวิตมีคุณค่าเกินเอื้อนเอ่ย

บอกกับใจอย่าไปคิดถึงใครเลย

อยู่คนเดียวอย่าเปลี่ยวเลยนะหัวใจ



อยู่อย่างง่ายแสนสบายไม่ลำบาก

ทิ้งรอยซากของความจำในวันเก่า

ทุกข์สุขอยู่กับใจของตัวเรา

ต่อแต่นี้จะไม่เศร้าอีกต่อไป



จะเริ่มก่อร่างสร้างวันใหม่

แตกกิ่งเติบใบเอาไว้ให้สู้ต่อ

อย่างมัวนั่งมองเงาแล้วถดท้อ

เริ่มเดินต่อสู้ไปอย่าได้กลัว



ก่อนหน้าที่จะถึงตรุษจีนที่บ้านยังทำงานอยู่

เพื่อความเพลิดเพลินเอากล้องมาเก็บภาพรอบๆโกดัง

เห็นดอกหญ้าเริ่มขึ้นบ้างแล้ว


ยังไม่มีร่มไม้ใหญ่ครึ้มมากเท่าไหร่นัก

เพราะเพิ่งจะเปลี่ยนต้นไม้ใหญ่ที่เคยมีมากมาย

เปลี่ยนเป็นลานกว้างเพื่อทำการค้า

แบบอาศัยแดด เพื่อตากพืชผลทางการเกษตร

พื้นที่ร่มครึ้มหายไป เล่นเอาผู้ที่อาศัยใจหายไปเช่นกัน


ในวันทำงานอยากนั่งเขียนอะไรรอบๆตัวออกมาบ้าง

รู้สึกว่าอากาศปีนี้แห้งแล้งยิ่งนัก ต้นไม้ใบไม้แห้งเฉาลง

ลมหนาวมาบางเป็นบางวัน

มักจะเย็นตอนเช้าตรู่

วันไหนมีหมอกแล้วให้รู้สึกยินดียิ่ง



หลังจากที่ยุ่งวุ่นวายกับการเตรียมตวทำขนมเข่ง

ซื้อข้าวของอยู่หลายวัน

ถึงไม่ได้ทำเองก็เป็นลูกมือวิ่งหาใบตองให้ทางบ้าน

เทขนม ใส่ห่อใบตอง วิ่งไปมาระหว่างบ้านกับโกดัง

เหนื่อยแบบโหดพอตัวเหมือนกัน



เหมือนเดินทางวันละหลายกิโล

แต่ก็สนุกดี เพราะขนมที่ทำไว้เพื่อแจกลูกค้าตามหมู่บ้าน

เมื่อได้ให้ของใคร ต่างอิ่มใจทั้งผู้ให้และผู้รับ

เดี๋ยววันหลังถ้ามีเวลาจะลงรูปที่ถ่ายมาฝากกันด้วยค่ะ

ขั้นตอนการทำขนมเข่ง ก่อนจะออกไปแจกลูกค้า


ถ้าเราไม่ได้ไปไหน เดินหาความสุขรอบๆตัวเราเองก็ได้เช่นกัน

การได้มีชีวิตอยู่อย่างนี้ไม่ต้องไปวิ่งไขว่คว้าในที่ไกลๆให้เหนื่อยใจเปล่า


ขอให้สดใสในวันทำงานทุกคนเช่นกันนะคะ



ภาพและถ้อยคำ



โดย



KorP@i

 

::แตกต่างอย่างเข้าใจ ไม่วุ่นวายวกวน/Differentiate ::

แตกต่างกันสารพัด
จนไม่อาจคุยกันได้
ช่องว่างระหว่างใจ
ไม่มีใครยอมจำนน


ชีวิตก็แค่นี้
จะมีอะไรมากกว่านี้
คงเกินค่า
ก่อการเกิดตามวิถีที่มีมา 

เดินผ่านกาลเวลา
ลืมนับค่าของจิตใจ
ต่างคนต่างความคิด
ยังใช้ชีวิตร่วมกันได้

ต่างคนต่างที่มา
ต่างความคิดนิมิตหมาย
หากมีความเข้าใจ
ให้อภัยและอดทน


ถ้อยคำโดย


Korpai

:: The Bus Number 11 ::

ต่อจากตอนที่แล้ว แหม..มายื่นนามบัตรให้ตอนที่ฉันใกล้จะลงแล้วซิ ป้ายหน้าก็จะถึงพาต้าแล้ว เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยเชียวที่นั่งคุยจ้อกับคนที่ไม่รู้จักมักจี่บนรถเมล์นานขนาดนี้ แถมยังคุยกันได้ตลอดทางเสียด้วยซิ ฉันส่งยิ้มให้ เมื่อเค้าบอกให้โทรหา ไม่ได้รับปาก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธพอลงรถไปแล้วอดเหลือบมองกลับขึ้นบนรถไม่ได้ว่าคนที่นั่งข้างๆจะมองตาหรือไม่ พอรถเมล์ออกตัว บอกตัวเองให้สลัดภาพคนที่ยิ้มให้บนรถทิ้งไป เขาอาจจะชอบให้โอกาสคนทั่วๆไปแบบนี้ก็ได้ คนที่มีรูปร่าง หน้าตา การศึกษา เป็นทุน อาจให้ความหวังคนที่เจอกันไปเรื่อย ชีวิตดำเนินตามปกติ นำเรื่องไปปรึกษาเพื่อนๆที่ทำงาน เพื่อนๆบอกให้ลองโทรชวนไปทานข้าวกันไม่เคยสนใจ ได้แต่ชวนไปกินข้าวด้วย แถวๆที่ทำงานเขาแทนวะนี่ เออ..ใครจะอุตส่าห์ขับรถไปไกลขนาดนั้น มันอยู่คนละฝั่งกรุงเทพฯเลยก็ว่าได้ วันแล้ววันเล่าไม่มีโอกาสได้เจอกันซักที ในที่สุดเราก็ต้องกลับไปช่วยงานที่บ้านเพราะทางบ้านให้โอกาสมาทำงานเพื่อหาประสบการณ์ พอถึงเวลาก็ต้องไปช่วยงานเค้าแล้ว ไม่อยากไปเลย เพราะได้มีโอกาสใช้ชีวิตลำพังด้วยตัวเอง หไม่นานนี้เอง หลังจากที่น้องทั้งสองคนต้องเดินทางไปเรียนต่อที่อังกฤษ และ สก็อตแลนด์ ชีวิตอิสระที่อยู่คนเดียวก็สบาย วันไหนที่เลิกงานก็ไปทานข้าวกับเพื่อนที่ทำงาน ที่เหลือก็ใช้วันหยุดทำงานบ้าน เก็บกวาด เช็ดถู นานๆก็ชวนเพื่อนสมัยเรียนขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัด เลือกที่ใกล้ๆกรุงเทพฯ จะได้กลับมาทำงานสะดวก พอถึงเวลาจริงๆคงเป็นช่วงที่อายุเข้าเลขสามพอดี วันเกิดปีนั้นเริ่มถามตัวเองแล้วว่า เราควรจะใช้ทุนที่พ่อแม่ส่งเรียนได้แล้ว แต่ยังสนุกกับงานพิเศษ ตอนนั้นมีทั้งสอนพิเศษภาษาอังกฤษน้องๆฉันเอง ตอนสอบเอ็นทรานซ์ด้วยเหมือนกัน งานสอนพิเศษก็เป็นงานพิเศษที่บังเอิญเจอพี่คนหนึ่งที่เคยสอนพิเศษ ตอนที่น้องฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัย มาเที่ยวบ้านกับนองชาย พอเจอกันเลยชวนให้ไปลองสอนดู พอได้ก็สอนร่วมกับพี่เค้ามาเรื่อย นับว่าเป็นงานอดิเรก ที่มีความสุข มากๆงานหนึ่ง แถมรายได้ไม่น้อยเลย มากกว่างานประจำด้วยซ้ำ ไม่คิดว่าจะมาทำงานนี้ด้วยซ้ำเพราะไม่ได้จบมาทางด้านนี้โดยตรง แต่เป็นคนชอบภาษาอังกฤษ และมีหนุ่มตาน้ำข้าวมาจีบพอให้กระชุ่มกระชวย ไม่นานนักมีเรื่องที่ฉันต้องตัดสินใจ เมื่อวัยเริ่มเข้าสูเลขสาม เลยถามตัวเองว่าควรแล้วหรือยังที่ต้องไปช่วยธุรกิจของพ่อกับแม่จากที่บ้าน ทั้งสองคนอายุมากขึ้นแล้ว น้องสองคนของเราก็เรียนวิชาชีพกันไปทำงานแบบที่บ้าน เราก็ไม่สะดวกแล้ว เป็นช่วงที่ลังเลมากๆ เลยในชีวิต เหมือนถึงจุดเปลี่ยนที่ต้องเลือกและตัดสินใจอีกครั้ง ตอนนั้นยังทำงานอยู่กับ บ.เอกชนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และการดูแลเส้นผม เพราะอยู่ฝ่ายการตลาด ยังสนุกกับงาน ได้มีโอกาสจัดงานกิจกรรมต่างๆ สำรวจตลาดตามสถานที่ต่างๆ มีเรื่องให้ทำมากมาย ติดต่อกับชาวญี่ปุ่น มีเพื่อนชาวต่างชาติให้ได้สนุกสนานไปเรื่อย พอเลิกงานก็เป็นอิสระอยากไปไหนก็ไป เที่ยวที่ไหนก็จะเลือกพักผ่อนด้วยการขับรถไปแถวๆชานเมืองใกล้กทม.กับเพื่อนสนิทที่เคยเรียนด้วยกัน ไปเช้ากลับเย็นบ้าง เสาร์-อาทิตย์บ้าง แล้ววันหนึ่งต้องตัดสินใจกลับบ้าน ทั้งๆที่ยังโหยหาวันเวลาเก่าๆอยู่บ้าง แต่ตอนที่เจอเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาจากหลายๆ สถาบัน เพื่อนๆทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า“นี่..หล่อน ถ้าพ่อชั้นมีกิจการให้ชั้นทำแล้วล่ะก็ ชั้นจะไม่มาเป็นลูกน้องเขาอย่างนี้หรอ “ณ.เวลานั้นมันรูสึกสับสนเหลือเกิน ถ้ากลับบ้านก็ไม่มีเพื่อนให้คุยกัน ไม่มีอิสระในการนอกดึก นัดเพื่อนๆกินข้าว ไปเที่ยวต่างจังหวัด เติมแบตเตอรี่ในวันว่าง โห..ไม่มีอิสระแล้วจะหาอะไรมาสนุกได้ คิดๆไปก็นึกเบื่อๆขึ้นมายิ่งมีงานจัดรายการวิทยุสนุกๆ ให้ทำอยู่ด้วยช่วงหนึ่ง กำลังสนุกๆ อยู่เชียว บังเอิญเหลือเกินว่าช่วงนั้นมีนักจัดรายการวิทยุ ที่มีอายุแล้ว จะมาจัดรายการต่อจากเราในทุกวันเสาร์ตอนสองทุ่มครึ่ง ท่านเป็นหมอดูที่มีชื่อเสียงมาจัดรายการเกี่ยวกับพยากรณ์ชีวิตให้คนฟังต่อจากเรา ในทกุวันเสาร์-อาทิตย์มีแฟนฟังกันเยอะมาก ใช้โฟนอินเข้ามาให้ผูกดวง เคยเจอกันตอนที่เราเตรียมตัวกลับบ้านเมื่อจัดรายการเสร็จแล้ว แต่ไม่ได้ให้ท่านเช็คดวงเลย เพื่อนเรามาจัดรายการด้วยเข้าไปทักทายท่าน หลังจากนั้นท่านก็เข้ามาดูดวงให้ น่ารักมาก เพราะท่านเตือนเอาไว้ว่า ถ้าจะผูกดวงไม่ให้ใครมาฟังด้วย ตอนที่ท่านพยากรณ์เราก็จดไว้กันลืม ที่สะดุดใจที่สุดคือท่านบอกว่า “ตามดวงของเรา เกิดมาแล้วไม่ต้องไปหางานทำที่ไหนหรอก เพราะเกิดมามีงานให้ทำอยู่แล้ว แต่เราจะทำมันหรือไม่เท่านั้น ดวงผู้ให้กำเนิดหวังว่าเราจะสานต่องานที่ทำไว้” ว้าว..คำพูดของคุณลุงที่บอกเอาไว้ เหมือนช่วยในการตัดสินใจอยู่บ้าง แล้วคราวนี้ พอกลับมาบ้านนึกถึงพ่อหนุ่มหน้าตี๋ ที่เคยชวนเราทานข้าว แล้วรู้สึกอยากหาคนคุยด้วยเรื่องกลับบ้าน เลยโทรไปปรึกษาเรื่องนี้ด้วย พอทางโน้นรับสาย ตอนที่ได้ยินเสียงตอบรับมาทำให้แอบยินดีอยู่ลึก ๆ “อ้าว..ไผ่เองเหรอ..ว่าไงหายไปเลยนะ โห..ฟลุคมากเลย ผมเพิ่งจะกลับบ้านอาทิตย์นี้เอง ไม่ได้กลับมาหลายอาทิตย์แล้ว ที่บริษัทงานเยอะมากเลยตอนนี้“น้ำเสียงยินดีออกมาจากปลายสายทำให้ใจชื้นขึ้นมานิดนึง ก่อนที่จะเอ่ยปากปรึกษาเรื่องกลับไปช่วยงานที่บ้าน พอได้ฟังเรื่องที่เราบอกไป เสียงปลายสาย เริ่มเข้มทีเดียว “ผมว่าพ่อคุณท่านมีเหตุผลนะที่ให้คุณไปทำงานที่ท่านทำมาตั้งหลายปีแล้ว อย่างน้อย..มันก็มั่นคงกว่างาน ที่คุณทำอยู่ตอนนี้ ไม่ว่างานบริษัทหรือว่าจัดรายการเพลง “แต่ละคำที่แนะนำมา เหลือร้ายจริงๆเค้าเป็นเด็กว่าเรา 2 ปี แต่ความคิดเป็นผู้ใหญ่กว่ามาก แล้วอีกอย่างไม่ยอมเรียกเราว่าพี่ ด้วยเหตุผลง่ายๆว่ามีเพื่อนที่อายุมากกว่ากัน ไม่เท่าไหร่ไม่ค่อยเรียกว่าพี่หรอก ตายจริงพ่อคนนี้ อยากแก่นักหรือไง แต่พอฟังเหตุผลเค้าแล้ว เราก็ยอมรับว่ามันจริงอย่างที่บอกเรามา ชนิดที่เราถียงไม่ออกเลยจริงๆ ให้ตายซิ “เย็นนี้ไปกินแจ่วฮ้อนกันไหม แถวๆ รัชดา มีร้านที่มุงเพลิงด้วยสังกะสีหลังเล็กหลังหนึ่ง ทำอร่อยมาก คนกินเยอะสุดๆ ก่อนที่จะเข้าหมู่บ้านกฤษดานคร เสร็จงานแล้วรีบกลับเปล่า “ พี่สาวคนดีที่อยู่แผนกเดียวกันชวนไปเริงร่าวันศุกร์ “ไปซิพี่ ไม่มีอะไรอยู่แล้ว วันนี้สบายอยู่แล้ว” แล้วพี่แกตะโกนเรียกเพื่อนอีกคนไปด้วยกัน “ เฮ้ย..โจ้..วันนี้ไปสุสานหอย“ ร้านขายอาหารรสแซ่บของพวกเรามีชื่อที่เจ๊แกต้งให้เอง เพราะร้านนี้ไม่มีชื่อ เห็นคนทิ้งเปลือกหอยแครงไว้เต็มพื้นร้าน เลยเป็นที่มาของร้านแจ๋วฮ้อนเจ้าประจำ ที่อยู่ในซอยเดียวกับร้านอาหารใหญ่ๆร้านหนึ่งแถวๆ รัชดา จำชื่อไม่ได้แล้วรู้แต่ว่าคนเยอะอาหารอร่อยถูกปากก็แล้วกัน สังเกตว่าร้านนี้มีรถจอดเยอะกว่าหลายร้านแถวๆนี้ ที่สถานที่สวยหรู มีที่จอดรถให้แต่ไม่มีรถจอดซักเท่าไหร่ “เฮ้ย...นี่ไผ่ลองโทรไปชวนเพื่อนคนที่ชวนไปกินข้าวที่เจอบนรถเมล์มาเจอพวกเราหน่อยซิ วันนี้วันศุกร์”ด้วย” เสียงพี่อ้อยเริ่มส่งคำท้า มาแต่ไกล พอรวมพลเพื่อนๆ ได้แล้ว “จริงด้วย พี่ไผ่ “ คราวนี้ตุ่มเลขาสาวประจำแผนกร่วมด้วยช่วยกันท้าเรา อ๊ะ..อ๊ะ..ท้าได้ที่ไหนกันล่ะ ไม่รอช้าเราคว้าโทรศัพท์โทรไปชวนเลยเหมือนกัน เดี๋ยวจะหาว่าไม่แน่จริง “เอ้อ..เจี๊ยบ... นี่ ..ไผ่เองนะ ศุกร์นี้กลับบ้านหรือเปล่า” “อ้าว..ไผ่เหรอ..ไม่ได้กลับครับงานเยอะมากเลยที่ออฟฟิศ ไม่ได้กลับมาหลายอาทิตย์แล้ว ...ว่าไงเหรอ “ ไม่มีอะไรหรอกเพื่อนๆ ที่ทำงานเราเค้าชวนไปกินข้าวเย็นด้วย แถวๆ รัชดาฯ เลยโทรมาถาม สนมั้ย” แม้นึกอยู่ในใจอยู่แล้วว่า สงสัยคงไม่ไปแน่ ขนาดบ้านยังไม่กลับเลย แต่ก็ลุู้้นอยู่ ก้มีเพื่อนๆที่ทำงานมาท้าให้ชวนอยู่นี่นา เสียงทางปลายสายชวนพวกเราไปทางโน้นเข้านั่น “ชวนเพื่อนมากินแถวๆ ซีคอน ได้มั้ยครับ พอดีผมมีงาน” แน้..มีการชวนพวกเราไปกินแถวถิ่นพี่แกอีกแน่.. เราต้องรีบบอกว่าทางนี้นักันไว้แล้วว่าแล้วเชียวไม่มา ไม่กล้าล่ะซี่ แน่จริงมาเจอเพื่อนเราดิ.. ได้แต่นึกในใจ แต่ก็บอกไปตามสายว่า “ เออน่ะ ไม่เป็นไร เอาไว้คราวหน้าละกันนะ เส้นทางมันก็ห่างกันมาก คนละฝั่งกันกทม.เลย กว่าจะได้เจอกันก็ยากแล้วหล่ะ ” โห..จะให้ไปแถวที่ทำงานคุณนะเหรอ ไม่มากไปหน่อยเหรอเนี่ย..กว่าจะขับรถไปเพื่อนทานข้าวกับคุณเนี่ยก็มืดพอดี กว่าจะได้เจอกัน หมดวันก่อนจะตะลอนกลับบ้านอีก ..นี่..ฉันต้องตากหน้าไปหาคุณเองเลยเหรอ ไม่เหมาะมั้ง ยังไงก็เป็นผู้หญิงอยู่ดี ถามใจตัวเองดูแล้วไม่ควรไปนะ ถ้าจะเจอกันแถวปิ่นเกล้ายังใกล้บ้านเราทั้งคู่นะ หลังจากวันที่ชวนเขามาทานข้าวกับเพื่อนๆ แล้ว เราก็ไม่ได้ติดต่อกันแต่อย่างไร ความจริงแล้วถ้าเกิดเค้าต้องการสานต่อความสัมพันธ์ก็น่าจะติดต่อมาเองนะ อ้อ.. ลืมบอกไปว่าพ่อหนุ่มหน้าตี๋รายนี้น่ะชื่อเจี๊ยบ ก็คงเพราะเป็นลูกคนสุดท้องมั้ง ไม่รู้ซิไม่ได้ถาม” ผ่านไปหลายปี จนฉันกลับมาช่วยงานที่บ้านเกิด จู่ๆเจี๊ยบก็โทรมาบอกว่าอยากสอนพิเศษ เพื่อเป็นวิทยาทานบ้าง เพราะกลัวว่าจะลืมสิ่งที่เรียนมา ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง เมื่อคนเราพร้อมกับงานที่ทำแล้วอยากจะให้คนอื่นบ้าง เป็นความคิดที่ดีมาก นอกจากมีความสุขแล้ว ยังเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นอีก นับว่าเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ และมีความหมายในจิตใจมากๆ เจี๊ยบฝากให้ฉันถามน้องๆ หรือญาติ พี่น้องของฉันที่เรียนอยู่ว่ามีใครอยากเรียนพิเศษพวกฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ให้ช่วยถามให้ด้วย ถ้าใครอยากเรียนก็นัดกันไปเรียน ตามมหาวิทยาลัยต่างๆในเมือง นัดสถานที่กันเลือกเอาที่สะดวกทั้งคนสอน คนเรียนเข้าว่า อาจมีข้อความน่ารักจากฉันส่งไปชวนเขามาดูคอนเสริ์ตบ้าง เมื่อปีที่ผ่านมา ไปดูเฉลียงก็ส่ง SMS ไปชวนเล่นซะงั้น ทางโน้นก็ตอบมาว่าอิจฉาจัง เพราะเค้าต้องทำงานที่ต่างจังหวัด เค้าก็ยังน่ารักใช่ย่อย ดูแล้วคงเป็นเพื่อนกันมากกว่า อย่างน้อยการที่ได้รู้จักเพื่อนมนุษย์ในโลกใบนี้เพิ่มขึ้น จากวันแรกจนถึงปัจจุบันเรามักจะติดต่อกันทางโทรศัพท์มากกว่า การจะหาเวลาไปเจอกัน แต่ใช่ว่าเราจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้ไม่ใช่หรือ ไมตรีที่ส่งมาให้จะรับไว้ ไม่ลืมเลือน ยาวนานยั้งย้ำเตือน เสมอเหมือนเมื่อวันวาน พ่อหนุ่มหน้าหยกของฉัน ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันจนถึงวันนี้ ยังเป็นชายหนุ่มที่ทะเยอทะยานเช่นเดิมไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ทุกวันนี้เขายังคงเป็นผู้ชายที่พยายามทำงานเพื่อหาความมั่นคงให้ชีวิตตัวเอง ทุกครั้งที่เห็นรถเมล์สาย ปอ 11 ผ่านไป ยังจำความรู้สึกที่ดีๆ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม

:: The Bus Number 11 :: ( ตอนที่ 1)

โชคชะตาหรือว่าบังเอิญ



จะว่าไปเมื่อปี 2539 ดูเหมือนเพิ่งจะผ่านพ้นจากชีวิตมาไม่นานเท่าไหร่ ตรงกันข้ามเรื่องราวบนรถเมล์ต่างหากล่ะ ที่ยังน่าจดจำมากกว่าไม่น้อย นานๆที่จะได้ทักทายคนที่โดยสารบนรถเมล์โดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วเป็นเพราะอะไรล่ะที่ทำให้คนเรารู้จักคนแปลกหน้าเพิ่มขึ้น ถ้าไม่ใช่ความบังเอิญ มาทักทายกับโชคชะตา ได้ถูกที่ถูกเวลา หรือว่าผ่านมาแล้วก็ผ่านไป


เย็นนี้มีงานสังสรรค์ของคลื่น Smooth 105 F.M. ที่เราเป็นขาประจำปาร์ตี้อยู่เดือนละครั้ง ไม่มีเพื่อนๆไปด้วยเพราะไม่มีใครเค้ามาฮิตฟังคลื่นภาษาอังกฤษเหมือนฉันเลยซักคน ไม่เป็นไรเพื่อนหาเอาข้างหน้าได้เสมอ มาคราวนี้จัดที่แถวๆสุขุมวิท 24 ที่โรงแรมอิมพีเรียลควีนส์ปาร์ค พอใกล้งานเลิกเรารีบเดินออกจากโรงแรมอิมพีเรียลควีนส์ปาร์ค ออกมาก่อนที่ฝูงชนจะออกมาพร้อมๆกัน เลยเลี่ยงออกมาก่อนคนอื่น วิ่งมาที่ป้ายารถเมล์ที่ใกล้ที่สุดพออกมาข้างนอกถึงรู้ว่ามีฝนตก


                                                             ฝนเริ่มซาเม็ดลงเรื่อยๆ ยังดีนะที่โรงแรมอยู่ไม่ไกลจากป้ายรถเมล์เท่าไหร่ ห็นรถปรับอากาศสาย ปอ.11 ปากน้ำ-ปิ่นเกล้ามาพอดี วิ่งขึ้นไปลุ้นๆอยู่เหมือนกันว่าจะมีที่นั่งหรือเปล่า กว่าจะไปถึงบ้านที่ปิ่นเกล้า ถ้าต้องยืนโหนบนรถเมล์ ความไกลของระยะทางจากสุขุมวิท กว่าจะถึงปิ่นเกล้าก็โหดพอดู มองไปด้านหลังเห็นเบาะว่างอยู่ที่หนึ่ง ทางฝั่งขวามือด้านหลัง เมื่อขึ้นรถแล้วเลี้ยวขวา เหลือบมองไปด้านหลังเห็นที่นั่งด้านหลังรถถัดขึ้นมาสองเบาะยังว่างอยู่ ฉันเดินปรี่เข้าไปทางด้านหลังรถ เห็นที่ว่างข้างหน้าต่างรถ ข้างๆกันมีชายหนุ่มใส่แวนตานั่งข้างๆอยู่ พอดูท่าว่าฉันจะเข้าไปนั่งเขาก็กระเถิบไปนั่งผั่งหน้าต่าง เพื่อให้ฉันได้นั่งได้สะดวกขึ้น “ขอบคุณค่ะ” ฉันเอ่ยขึ้นพร้อมผงกให้หัวเล็กน้อยก่อนนั่งลงข้างๆกัน ไม่นานนักเห็นคนนั่งข้างๆขยุกขยิกตัวหาหลบน้ำที่หยดลงมาจากช่องแอร์ข้างบน

                                         คราวนี้ถึงบางอ้อแล้วว่าทำไมไม่มีคนนั่งริมหน้าต่าง ช่องแอร์ รั่วนี่เอง นึกขอบคุณคนข้างๆ พร้อมยื่นกระดาทิชชูให้เขาเช็ดน้ำที่หยดมาเปียกกระเป๋าเอกสารสีน้ำตาลบนตัก “ ขอบคุณครับ” เขาเอ่ยพร้อมรับกระดาษชำระจากมือฉัน พร้อมๆ กับรอยยิ้ม เค้าเริ่มชวนคุยก่อน หลังจากที่นั่งดุเชิงกันพักหนึ่ง “ ทำงานแถวนี้เหรอครับ ” ว้าว..พ่อหนุ่มหน้าตี๋ใส่แว่นตาคนนั่งข้างๆ ทักฉันก่อน คราวนี้ฉันหันไปสบตาพร้อมบอกว่า “เปล่าคะ พอดีนัดเพื่อนไว้แถวนี้ค่ะ ” ไม่รู้ตัวเองว่ามุสาไปวะตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็ใครจะไปบอกกันหล่ะว่ามาปาร์ตี้ของคลื่นวิทยุ ในฐานะแฟนคลับน่ะ ไม่ได้หรอกนะเสียหายหมด


                   พอรถวิ่งไปซักพักเลยรู้ว่า เริ่มเข้าแยกราชประสงค์ เลี้ยวไปทางเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ในขณะนั้น เราเริ่มคุยกันมากขึ้น เลยรู้ว่าเขาทำงานอยู่ที่บ. Nationnal and Panasonic สำนักงานใหญ่อยู่แถวๆบางนา พอดีวันนี้ไปทานข้าวกับผู้ใหญ่ที่เป็นหัวหน้างาน เลยเลิกเย็นกว่าปกติ เสาร์-อาทิตย์จะกลับบ้านที่ปิ่นเกล้าครั้งหนึ่ง เพราะทีพี่สาวและแม่พักอยู่ที่นั่น เพราะที่ทำงานไกลบ้านเลยต่องอยู่หอพักใกล้ๆ ที่ทำงาน “ผมเป็นเด็กทุนมอนบุนโชครับ”พอเริ่มคุ้นเคยเขาเริ่มคุยเรื่องส่วนตัวให้ฟัง“ความจริงตอนสอบเอ็น ทรานท์ผมติดหมอที่ศิริราชได้ พร้อมกับได้ทุนไปปเรียนวิศวะแต่ผมเลือกทุนนี้เพราะ..เป็นทุนรับบาลญี่ปุ่นที่ให้เด็กที่ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นพร้อมออกค่าใช้จ่าย ให้ทั้งหมดกลับมาไม่ต้องใช้ทุน ที่บ้านมีลูกสิบคนผมเป็นคนสุดท้องพ่อแม่ไม่มีทุนมากนักเลยเลือกเรียนทางนี้เรียนวิศวะ “โห..เรียนเก่งใช่ย่อยนะเนี่ย “ฉันได้แต่แอบรำพึงในใจ



                       พอรู้ว่าจบจากเตรียมอุดมศึกษาที่พญาไท เลยถามว่ารุ่นไหน พอดีน้องชายฉันจบที่นั่นเหมือนกัน พอวักรุ่นกันแล้วเลยรู้ว่า พ่อหนามหน้ามน คนหน้าตี๋ที่ใส่แวนตานั่งข้างฉันคนนี้ละอ่อนกว่าฉันสองปี แต่ก็ทำเฉยๆ ดูมาดนิ่งดีทีเดียว“ ผมไม่ค่อยถือว่าต่างกันเท่าไหร่นะ เพราะมีผมรุ้จักอายุมากกว่าเยอะ ทำงานก้คลุกคลีกับคนอายุมากกว่าทั้งนั้น” ดูซิดูพูดเข้านั้น อยากอาวุโสนักหรือไงกันนะ อีตาคนนี้ แต่ท่าทางรอบรู้ของเขา ดูเป็นคนทะเยอทะยานไม่น้อย คงจะจริงอย่างที่พูด เพราะดูท่าทางมั่นใจตัวเอง และเชื่อมันในความคิดของตัวเองพอควร ฮันแน่..ทำหน้าตายด้วยนะนาย

                               
                        เวลาที่คุยกัน พอเริ่มคุ้นกันบ้าง แอบสังเกตุดูแววตายาวรีใต้แว่นใสคู่นั้นค่อนข้างทะนงตนพอควร “ที่บ้านมีพี่น้องกี่คน” เขาเริ่มต้นซักประวัติครอบครัวชั้นก่อนตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก ดูท่าทางแล้วก็ดูไม่มีอะไรน่ากลัว เลยคุยได้เรื่อยๆ ตอบคำถามเขาไป “บ้านเราสามคน เราเป็นคนโต น้องสาวหนึ่ง และสุดท้องผู้ชายที่เป็นรุ่นน้องเตรียมของคุณนั่นแหละ บ้านเกิดอยู่ที่นครสวรรค์ พอจบม.ปลายก็มาเรียนต่อกัน ” ไม่พูดเปล่าแอบเหลือบมองหน้าคนฟังไปด้วย ที่กำลังผงกหัวเป็นเชิงรับรู้ “ โห..สมัยนั้นจัดว่าน้อยนะ ที่บ้านผมสิบคน พ่อแม่เป็นคนจีนลูกเยอะ ผมเป็นคนสุดท้อง” ว้าว..ดูหน้าตาซิ ออกตี๋ขนาดไม่ต้องบอกก็ลูกว่ารากเหง้าเหล่าสักหลาดมาจากไหน ฉันแอบรำพึงในใจ “ ที่บ้านบอกแล้วว่าให้เรียนเยอะ ๆ เพราะไม่มีสมบัติอะไรให้ นอกจากให้ความรู้ไม่พูดเปล่ามีเสียงห้วเราะในลำคอ หึ หึ ปนมาด้วย


                                              พอรถเริ่มเลี้ยวขวาเข้าแยกราชประสงค์ เราทั้งคู่เริ่มคุยกันมากขึ้น เมื่อเขาถามเราแล้วเลยคิดว่าควรถามกลับไปบ้างไม่งั้นก็ไม่ได้ข้อมูลแลกเปลี่ยนกัน แล้วดูเป็นคนที่เรียนเก่งมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ครอบครัวมีพี่สาวเยอะจัง แล้วก้หยิบนามบัตรมาให้ “ นี่ครับ..ถ้ามีอะไรโทรไปนะ”พอหยิบมาดูแล้วนึกขำอยู่ในใจ มีทั้งวุฒิการศึกษาจบวิศวะอิเลคทรอนิกส์มาจาก มหาวิทยาลัยเกียวโตจริงๆ ด้วยเบอร์โทรที่บ้าน มือถือ มีให้เสร็จสรรพ“ บ้านคุณอยู่ที่ไหนเหรอ ” เราถามเพราะเห็นว่านั่งมานานพอกันเลย ไม่มีทีท่าว่าจะลงรถเลย รถวิ่งมาเกือบสุดสายแล้ว “ผมอยู่หลังเมอรี่คิงส์ปิ่นเกล้า อยู่หมู่บ้านบุษราคัม แล้วคุณล่ะบ้านอยู่ไหนเหรอ “ เราอยู่จรัญฯ 34 ต้องลงป้ายหน้าพาต้าปิ่นเกล้า ก่อนคุณป้ายหนึ่งพอดี ”ความจริงบ้านเราใกล้กันแค่นี้เอง ถ้าว่างๆ วันหลังไปทานข้าวด้วยกันซักมื้อนึงนะ ชวนเพื่อนไปด้วยก็ได้นะ” อุ๊ย..ตายชวนกินข้าวด้วยเว้ย...ฉันแอบลิงโลดในใจ แต่ตัองเก็บอาการ เพราะยังงุน ..งง อยู่ ที่ให้ชวนเพื่อนมาด้วยนี่แหละ มีเสียงโห่..กันขรมเลย พอไปปรึกษาเพื่อนๆ แม่เพื่อนๆของฉันได้แต่ต่อว่ากันสารพัด รุมสรุปว่าฉันไม่ได้เรื่อง เค้าชวนกินข้าวแสดงว่าสนใจเราแล้ว โห..ใครจะไปรู้เล่า ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร เพราะเค้าอายุน้อยกว่า 2 ปี แต่ว่าหน้าตาน่ารัก ตรงใจก็เท่านั้นเอง มาเริ่มแปลกๆ ก็ตรงที่ “ แล้วโทรมาคุยกันบ้างนะครับ เออ.นะ ให้แต่เบอร์ให้เราโทรไป ไม่เห็นขอเบอร์เราบ้างเลย อยากคุยด้วยจริงเปล่าก็ไม่รู้


                               “ถ้าโทรไปที่บ้านก็เบอร์นี้เบอร์ตรงที่ห้องผมเองนะ ไม่อย่างนั้นพี่ต้องเรียกมารับข้างล่าง “เขาพูดขึ้นตอนที่ยื่นนามบัตรมาให้ แหม..มายื่นนามบัตรให้ตอนที่ฉันใกล้จะลงแล้วซิ ป้ายหน้าก็จะถึงพาต้าแล้ว เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยเชียวที่นั่งคุยจ้อกับคนที่ไม่รู้จักมักจี่บนรถเมล์นานขนาดนี้ แถมยังคุยกันได้ตลอดทางเสียด้วยซิ ฉันส่งยิ้มให้ เมื่อเค้าบอกให้โทรหา ไม่ได้รับปาก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธพอลงรถไปแล้วอดเหลือบมองกลับขึ้นบนรถไม่ได้ว่าคนที่นั่งข้างๆจะมองตาหรือไม่ พอรถเมล์ออกตัว บอกตัวเองให้สลัดภาพคนที่ยิ้มให้บนรถทิ้งไป เขาอาจจะชอบให้โอกาสคนทั่วๆไปแบบนี้ก็ได้ คนที่มีรูปร่าง หน้าตา การศึกษา เป็นทุน อาจให้ความหวังคนที่เจอกันไปเรื่อย ชีวิตดำเนินตามปกติ นำเรื่องไปปรึกษาเพื่อนๆที่ทำงาน เพื่อนๆบอกให้ลองโทรชวนไปทานข้าวกันไม่เคยสนใจ ได้แต่ชวนไปกินข้าวด้วยแถวๆที่ทำงานเขาแทนวะนี่ เออ..ใครจะอุตส่าห์ขับรถไปไกลขนาดนั้น มันอยู่คนละฝั่งกรุงเทพฯเลยก็ว่าได้ วันแล้ววันเล่าไม่มีโอกาสได้เจอกันซักที


                                                ในที่สุดเราก็ต้องกลับไปช่วยงานที่บ้านเพราะทางบ้านให้โอกาสมาทำงานเพื่อหาประสบการณ์ พอถึงเวลาก็ต้องไปช่วยงานเค้าแล้ว ไม่อยากไปเลย เพราะได้มีโอกาสใช้ชีวิตลำพังด้วยตัวเอง หไม่นานนี้เอง หลังจากที่น้องทั้งสองคนต้องเดินทางไปเรียนต่อที่อังกฤษ และ สก็อตแลนด์ ชีวิตอิสระที่อยู่คนเดียวก็สบาย วันไหนที่เลิกงานก็ไปทานข้าวกับเพื่อนที่ทำงาน ที่เหลือก็ใช้วันหยุดทำงานบ้าน เก็บกวาด เช็ดถู นานๆก็ชวนเพื่อนสมัยเรียนขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัด เลือกที่ใกล้ๆกรุงเทพฯ จะได้กลับมาทำงานสะดวก พอถึงเวลาจริงๆคงเป็นช่วงที่อายุเข้าเลขสามพอดี


                                วันเกิดปีนั้นเริ่มถามตัวเองแล้วว่า เราควรจะใช้ทุนที่พ่อแม่ส่งเรียนได้แล้ว แต่ยังสนุกกับงานพิเศษ ตอนนั้นมีทั้งสอนพิเศษภาษาอังกฤษน้องๆฉันเอง ตอนสอบเอ็นทรานซ์ด้วยเหมือนกัน งานสอนพิเศษก็เป็นงานพิเศษที่บังเอิญเจอพี่คนหนึ่งที่เคยสอนพิเศษตอนที่น้องฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัย มาเที่ยวบ้านกับนองชาย พอเจอกันเลยชวนให้ไปลองสอนดู พอได้ก็สอนร่วมกับพี่เค้ามาเรื่อย นับว่าเป็นงานอดิเรกที่มีความสุข มากๆงานหนึ่ง แถมรายได้ไม่น้อยเลย มากกว่างานประจำด้วยซ้ำ ผม่คิดว่าจะมาทำงานนี้ด้วยซ้ำเพราะไม่ได้จบมาทางด้านนี้โดยตรง แต่เป็นคนชอบภาษาอังกฤษ และมีหนุ่มตาน้ำข้าวมาจีบพอให้กระชุ่มกระชวย

 ยังมีต่อ    

   เขียนโดย  

   KorP@i         

The window of my world

"ไม่ได้ไม่ได้ ต้องได้"

"ไม่ได้ไม่ได้     ต้องได้" คำพูดนี้ยังกึกก้องอยู่ในหัวของศิษย์เก่า ร.ร อนุชนวัฒนาอย่างเราเสมอ ทุกครั้งที่นึกถึงวัยเด็ก เมื่อครั้งท...