แตกต่างกันสารพัด
จนไม่อาจคุยกันได้
ช่องว่างระหว่างใจ
ไม่มีใครยอมจำนน
ชีวิตก็แค่นี้
จะมีอะไรมากกว่านี้
คงเกินค่า
ก่อการเกิดตามวิถีที่มีมา
เดินผ่านกาลเวลา
ลืมนับค่าของจิตใจ
ต่างคนต่างความคิด
ยังใช้ชีวิตร่วมกันได้
ต่างคนต่างที่มา
ต่างความคิดนิมิตหมาย
หากมีความเข้าใจ
ให้อภัยและอดทน
ถ้อยคำโดย
Korpai
https://www.facebook.com/KorpaiLee/
:: The Bus Number 11 ::
ต่อจากตอนที่แล้ว
แหม..มายื่นนามบัตรให้ตอนที่ฉันใกล้จะลงแล้วซิ ป้ายหน้าก็จะถึงพาต้าแล้ว เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยเชียวที่นั่งคุยจ้อกับคนที่ไม่รู้จักมักจี่บนรถเมล์นานขนาดนี้ แถมยังคุยกันได้ตลอดทางเสียด้วยซิ ฉันส่งยิ้มให้ เมื่อเค้าบอกให้โทรหา ไม่ได้รับปาก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธพอลงรถไปแล้วอดเหลือบมองกลับขึ้นบนรถไม่ได้ว่าคนที่นั่งข้างๆจะมองตาหรือไม่ พอรถเมล์ออกตัว บอกตัวเองให้สลัดภาพคนที่ยิ้มให้บนรถทิ้งไป เขาอาจจะชอบให้โอกาสคนทั่วๆไปแบบนี้ก็ได้ คนที่มีรูปร่าง หน้าตา การศึกษา เป็นทุน อาจให้ความหวังคนที่เจอกันไปเรื่อย
ชีวิตดำเนินตามปกติ นำเรื่องไปปรึกษาเพื่อนๆที่ทำงาน เพื่อนๆบอกให้ลองโทรชวนไปทานข้าวกันไม่เคยสนใจ ได้แต่ชวนไปกินข้าวด้วย
แถวๆที่ทำงานเขาแทนวะนี่ เออ..ใครจะอุตส่าห์ขับรถไปไกลขนาดนั้น
มันอยู่คนละฝั่งกรุงเทพฯเลยก็ว่าได้ วันแล้ววันเล่าไม่มีโอกาสได้เจอกันซักที
ในที่สุดเราก็ต้องกลับไปช่วยงานที่บ้านเพราะทางบ้านให้โอกาสมาทำงานเพื่อหาประสบการณ์
พอถึงเวลาก็ต้องไปช่วยงานเค้าแล้ว ไม่อยากไปเลย เพราะได้มีโอกาสใช้ชีวิตลำพังด้วยตัวเอง หไม่นานนี้เอง หลังจากที่น้องทั้งสองคนต้องเดินทางไปเรียนต่อที่อังกฤษ และ สก็อตแลนด์ ชีวิตอิสระที่อยู่คนเดียวก็สบาย วันไหนที่เลิกงานก็ไปทานข้าวกับเพื่อนที่ทำงาน ที่เหลือก็ใช้วันหยุดทำงานบ้าน เก็บกวาด เช็ดถู นานๆก็ชวนเพื่อนสมัยเรียนขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัด เลือกที่ใกล้ๆกรุงเทพฯ จะได้กลับมาทำงานสะดวก
พอถึงเวลาจริงๆคงเป็นช่วงที่อายุเข้าเลขสามพอดี วันเกิดปีนั้นเริ่มถามตัวเองแล้วว่า เราควรจะใช้ทุนที่พ่อแม่ส่งเรียนได้แล้ว แต่ยังสนุกกับงานพิเศษ ตอนนั้นมีทั้งสอนพิเศษภาษาอังกฤษน้องๆฉันเอง ตอนสอบเอ็นทรานซ์ด้วยเหมือนกัน
งานสอนพิเศษก็เป็นงานพิเศษที่บังเอิญเจอพี่คนหนึ่งที่เคยสอนพิเศษ
ตอนที่น้องฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัย มาเที่ยวบ้านกับนองชาย พอเจอกันเลยชวนให้ไปลองสอนดู พอได้ก็สอนร่วมกับพี่เค้ามาเรื่อย นับว่าเป็นงานอดิเรก
ที่มีความสุข มากๆงานหนึ่ง แถมรายได้ไม่น้อยเลย มากกว่างานประจำด้วยซ้ำ ไม่คิดว่าจะมาทำงานนี้ด้วยซ้ำเพราะไม่ได้จบมาทางด้านนี้โดยตรง แต่เป็นคนชอบภาษาอังกฤษ และมีหนุ่มตาน้ำข้าวมาจีบพอให้กระชุ่มกระชวย
ไม่นานนักมีเรื่องที่ฉันต้องตัดสินใจ เมื่อวัยเริ่มเข้าสูเลขสาม เลยถามตัวเองว่าควรแล้วหรือยังที่ต้องไปช่วยธุรกิจของพ่อกับแม่จากที่บ้าน
ทั้งสองคนอายุมากขึ้นแล้ว น้องสองคนของเราก็เรียนวิชาชีพกันไปทำงานแบบที่บ้าน
เราก็ไม่สะดวกแล้ว เป็นช่วงที่ลังเลมากๆ เลยในชีวิต
เหมือนถึงจุดเปลี่ยนที่ต้องเลือกและตัดสินใจอีกครั้ง ตอนนั้นยังทำงานอยู่กับ บ.เอกชนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และการดูแลเส้นผม เพราะอยู่ฝ่ายการตลาด
ยังสนุกกับงาน ได้มีโอกาสจัดงานกิจกรรมต่างๆ สำรวจตลาดตามสถานที่ต่างๆ มีเรื่องให้ทำมากมาย ติดต่อกับชาวญี่ปุ่น มีเพื่อนชาวต่างชาติให้ได้สนุกสนานไปเรื่อย พอเลิกงานก็เป็นอิสระอยากไปไหนก็ไป เที่ยวที่ไหนก็จะเลือกพักผ่อนด้วยการขับรถไปแถวๆชานเมืองใกล้กทม.กับเพื่อนสนิทที่เคยเรียนด้วยกัน
ไปเช้ากลับเย็นบ้าง เสาร์-อาทิตย์บ้าง แล้ววันหนึ่งต้องตัดสินใจกลับบ้าน ทั้งๆที่ยังโหยหาวันเวลาเก่าๆอยู่บ้าง แต่ตอนที่เจอเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาจากหลายๆ สถาบัน
เพื่อนๆทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า“นี่..หล่อน ถ้าพ่อชั้นมีกิจการให้ชั้นทำแล้วล่ะก็ ชั้นจะไม่มาเป็นลูกน้องเขาอย่างนี้หรอ
“ณ.เวลานั้นมันรูสึกสับสนเหลือเกิน ถ้ากลับบ้านก็ไม่มีเพื่อนให้คุยกัน ไม่มีอิสระในการนอกดึก นัดเพื่อนๆกินข้าว ไปเที่ยวต่างจังหวัด เติมแบตเตอรี่ในวันว่าง
โห..ไม่มีอิสระแล้วจะหาอะไรมาสนุกได้ คิดๆไปก็นึกเบื่อๆขึ้นมายิ่งมีงานจัดรายการวิทยุสนุกๆ ให้ทำอยู่ด้วยช่วงหนึ่ง กำลังสนุกๆ อยู่เชียว บังเอิญเหลือเกินว่าช่วงนั้นมีนักจัดรายการวิทยุ
ที่มีอายุแล้ว จะมาจัดรายการต่อจากเราในทุกวันเสาร์ตอนสองทุ่มครึ่ง ท่านเป็นหมอดูที่มีชื่อเสียงมาจัดรายการเกี่ยวกับพยากรณ์ชีวิตให้คนฟังต่อจากเรา
ในทกุวันเสาร์-อาทิตย์มีแฟนฟังกันเยอะมาก ใช้โฟนอินเข้ามาให้ผูกดวง เคยเจอกันตอนที่เราเตรียมตัวกลับบ้านเมื่อจัดรายการเสร็จแล้ว แต่ไม่ได้ให้ท่านเช็คดวงเลย เพื่อนเรามาจัดรายการด้วยเข้าไปทักทายท่าน หลังจากนั้นท่านก็เข้ามาดูดวงให้ น่ารักมาก เพราะท่านเตือนเอาไว้ว่า ถ้าจะผูกดวงไม่ให้ใครมาฟังด้วย ตอนที่ท่านพยากรณ์เราก็จดไว้กันลืม ที่สะดุดใจที่สุดคือท่านบอกว่า “ตามดวงของเรา เกิดมาแล้วไม่ต้องไปหางานทำที่ไหนหรอก เพราะเกิดมามีงานให้ทำอยู่แล้ว แต่เราจะทำมันหรือไม่เท่านั้น ดวงผู้ให้กำเนิดหวังว่าเราจะสานต่องานที่ทำไว้” ว้าว..คำพูดของคุณลุงที่บอกเอาไว้ เหมือนช่วยในการตัดสินใจอยู่บ้าง
แล้วคราวนี้
พอกลับมาบ้านนึกถึงพ่อหนุ่มหน้าตี๋ ที่เคยชวนเราทานข้าว แล้วรู้สึกอยากหาคนคุยด้วยเรื่องกลับบ้าน เลยโทรไปปรึกษาเรื่องนี้ด้วย พอทางโน้นรับสาย ตอนที่ได้ยินเสียงตอบรับมาทำให้แอบยินดีอยู่ลึก ๆ
“อ้าว..ไผ่เองเหรอ..ว่าไงหายไปเลยนะ โห..ฟลุคมากเลย ผมเพิ่งจะกลับบ้านอาทิตย์นี้เอง
ไม่ได้กลับมาหลายอาทิตย์แล้ว ที่บริษัทงานเยอะมากเลยตอนนี้“น้ำเสียงยินดีออกมาจากปลายสายทำให้ใจชื้นขึ้นมานิดนึง ก่อนที่จะเอ่ยปากปรึกษาเรื่องกลับไปช่วยงานที่บ้าน พอได้ฟังเรื่องที่เราบอกไป เสียงปลายสาย เริ่มเข้มทีเดียว “ผมว่าพ่อคุณท่านมีเหตุผลนะที่ให้คุณไปทำงานที่ท่านทำมาตั้งหลายปีแล้ว อย่างน้อย..มันก็มั่นคงกว่างาน
ที่คุณทำอยู่ตอนนี้ ไม่ว่างานบริษัทหรือว่าจัดรายการเพลง “แต่ละคำที่แนะนำมา เหลือร้ายจริงๆเค้าเป็นเด็กว่าเรา 2 ปี แต่ความคิดเป็นผู้ใหญ่กว่ามาก แล้วอีกอย่างไม่ยอมเรียกเราว่าพี่ ด้วยเหตุผลง่ายๆว่ามีเพื่อนที่อายุมากกว่ากัน ไม่เท่าไหร่ไม่ค่อยเรียกว่าพี่หรอก ตายจริงพ่อคนนี้ อยากแก่นักหรือไง แต่พอฟังเหตุผลเค้าแล้ว
เราก็ยอมรับว่ามันจริงอย่างที่บอกเรามา ชนิดที่เราถียงไม่ออกเลยจริงๆ ให้ตายซิ
“เย็นนี้ไปกินแจ่วฮ้อนกันไหม แถวๆ รัชดา มีร้านที่มุงเพลิงด้วยสังกะสีหลังเล็กหลังหนึ่ง
ทำอร่อยมาก คนกินเยอะสุดๆ ก่อนที่จะเข้าหมู่บ้านกฤษดานคร เสร็จงานแล้วรีบกลับเปล่า “ พี่สาวคนดีที่อยู่แผนกเดียวกันชวนไปเริงร่าวันศุกร์ “ไปซิพี่ ไม่มีอะไรอยู่แล้ว วันนี้สบายอยู่แล้ว” แล้วพี่แกตะโกนเรียกเพื่อนอีกคนไปด้วยกัน
“ เฮ้ย..โจ้..วันนี้ไปสุสานหอย“ ร้านขายอาหารรสแซ่บของพวกเรามีชื่อที่เจ๊แกต้งให้เอง เพราะร้านนี้ไม่มีชื่อ เห็นคนทิ้งเปลือกหอยแครงไว้เต็มพื้นร้าน เลยเป็นที่มาของร้านแจ๋วฮ้อนเจ้าประจำ ที่อยู่ในซอยเดียวกับร้านอาหารใหญ่ๆร้านหนึ่งแถวๆ รัชดา จำชื่อไม่ได้แล้วรู้แต่ว่าคนเยอะอาหารอร่อยถูกปากก็แล้วกัน สังเกตว่าร้านนี้มีรถจอดเยอะกว่าหลายร้านแถวๆนี้ ที่สถานที่สวยหรู มีที่จอดรถให้แต่ไม่มีรถจอดซักเท่าไหร่ “เฮ้ย...นี่ไผ่ลองโทรไปชวนเพื่อนคนที่ชวนไปกินข้าวที่เจอบนรถเมล์มาเจอพวกเราหน่อยซิ วันนี้วันศุกร์”ด้วย” เสียงพี่อ้อยเริ่มส่งคำท้า มาแต่ไกล พอรวมพลเพื่อนๆ ได้แล้ว “จริงด้วย พี่ไผ่ “ คราวนี้ตุ่มเลขาสาวประจำแผนกร่วมด้วยช่วยกันท้าเรา อ๊ะ..อ๊ะ..ท้าได้ที่ไหนกันล่ะ ไม่รอช้าเราคว้าโทรศัพท์โทรไปชวนเลยเหมือนกัน เดี๋ยวจะหาว่าไม่แน่จริง “เอ้อ..เจี๊ยบ... นี่ ..ไผ่เองนะ ศุกร์นี้กลับบ้านหรือเปล่า” “อ้าว..ไผ่เหรอ..ไม่ได้กลับครับงานเยอะมากเลยที่ออฟฟิศ ไม่ได้กลับมาหลายอาทิตย์แล้ว ...ว่าไงเหรอ “ ไม่มีอะไรหรอกเพื่อนๆ ที่ทำงานเราเค้าชวนไปกินข้าวเย็นด้วย แถวๆ รัชดาฯ เลยโทรมาถาม สนมั้ย” แม้นึกอยู่ในใจอยู่แล้วว่า สงสัยคงไม่ไปแน่ ขนาดบ้านยังไม่กลับเลย แต่ก็ลุู้้นอยู่ ก้มีเพื่อนๆที่ทำงานมาท้าให้ชวนอยู่นี่นา
เสียงทางปลายสายชวนพวกเราไปทางโน้นเข้านั่น “ชวนเพื่อนมากินแถวๆ ซีคอน ได้มั้ยครับ พอดีผมมีงาน” แน้..มีการชวนพวกเราไปกินแถวถิ่นพี่แกอีกแน่.. เราต้องรีบบอกว่าทางนี้นักันไว้แล้วว่าแล้วเชียวไม่มา ไม่กล้าล่ะซี่ แน่จริงมาเจอเพื่อนเราดิ.. ได้แต่นึกในใจ แต่ก็บอกไปตามสายว่า “ เออน่ะ ไม่เป็นไร เอาไว้คราวหน้าละกันนะ เส้นทางมันก็ห่างกันมาก คนละฝั่งกันกทม.เลย กว่าจะได้เจอกันก็ยากแล้วหล่ะ ” โห..จะให้ไปแถวที่ทำงานคุณนะเหรอ ไม่มากไปหน่อยเหรอเนี่ย..กว่าจะขับรถไปเพื่อนทานข้าวกับคุณเนี่ยก็มืดพอดี กว่าจะได้เจอกัน หมดวันก่อนจะตะลอนกลับบ้านอีก ..นี่..ฉันต้องตากหน้าไปหาคุณเองเลยเหรอ ไม่เหมาะมั้ง ยังไงก็เป็นผู้หญิงอยู่ดี ถามใจตัวเองดูแล้วไม่ควรไปนะ ถ้าจะเจอกันแถวปิ่นเกล้ายังใกล้บ้านเราทั้งคู่นะ
หลังจากวันที่ชวนเขามาทานข้าวกับเพื่อนๆ แล้ว เราก็ไม่ได้ติดต่อกันแต่อย่างไร ความจริงแล้วถ้าเกิดเค้าต้องการสานต่อความสัมพันธ์ก็น่าจะติดต่อมาเองนะ อ้อ.. ลืมบอกไปว่าพ่อหนุ่มหน้าตี๋รายนี้น่ะชื่อเจี๊ยบ ก็คงเพราะเป็นลูกคนสุดท้องมั้ง ไม่รู้ซิไม่ได้ถาม” ผ่านไปหลายปี จนฉันกลับมาช่วยงานที่บ้านเกิด จู่ๆเจี๊ยบก็โทรมาบอกว่าอยากสอนพิเศษ เพื่อเป็นวิทยาทานบ้าง เพราะกลัวว่าจะลืมสิ่งที่เรียนมา ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง เมื่อคนเราพร้อมกับงานที่ทำแล้วอยากจะให้คนอื่นบ้าง เป็นความคิดที่ดีมาก นอกจากมีความสุขแล้ว ยังเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นอีก นับว่าเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ และมีความหมายในจิตใจมากๆ
เจี๊ยบฝากให้ฉันถามน้องๆ หรือญาติ พี่น้องของฉันที่เรียนอยู่ว่ามีใครอยากเรียนพิเศษพวกฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ให้ช่วยถามให้ด้วย ถ้าใครอยากเรียนก็นัดกันไปเรียน ตามมหาวิทยาลัยต่างๆในเมือง นัดสถานที่กันเลือกเอาที่สะดวกทั้งคนสอน คนเรียนเข้าว่า อาจมีข้อความน่ารักจากฉันส่งไปชวนเขามาดูคอนเสริ์ตบ้าง เมื่อปีที่ผ่านมา ไปดูเฉลียงก็ส่ง SMS ไปชวนเล่นซะงั้น ทางโน้นก็ตอบมาว่าอิจฉาจัง เพราะเค้าต้องทำงานที่ต่างจังหวัด เค้าก็ยังน่ารักใช่ย่อย ดูแล้วคงเป็นเพื่อนกันมากกว่า อย่างน้อยการที่ได้รู้จักเพื่อนมนุษย์ในโลกใบนี้เพิ่มขึ้น
จากวันแรกจนถึงปัจจุบันเรามักจะติดต่อกันทางโทรศัพท์มากกว่า การจะหาเวลาไปเจอกัน แต่ใช่ว่าเราจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้ไม่ใช่หรือ
ไมตรีที่ส่งมาให้จะรับไว้
ไม่ลืมเลือน
ยาวนานยั้งย้ำเตือน
เสมอเหมือนเมื่อวันวาน
พ่อหนุ่มหน้าหยกของฉัน ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันจนถึงวันนี้ ยังเป็นชายหนุ่มที่ทะเยอทะยานเช่นเดิมไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ทุกวันนี้เขายังคงเป็นผู้ชายที่พยายามทำงานเพื่อหาความมั่นคงให้ชีวิตตัวเอง ทุกครั้งที่เห็นรถเมล์สาย ปอ 11 ผ่านไป ยังจำความรู้สึกที่ดีๆ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม
:: The Bus Number 11 :: ( ตอนที่ 1)
โชคชะตาหรือว่าบังเอิญ
จะว่าไปเมื่อปี 2539 ดูเหมือนเพิ่งจะผ่านพ้นจากชีวิตมาไม่นานเท่าไหร่ ตรงกันข้ามเรื่องราวบนรถเมล์ต่างหากล่ะ ที่ยังน่าจดจำมากกว่าไม่น้อย นานๆที่จะได้ทักทายคนที่โดยสารบนรถเมล์โดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วเป็นเพราะอะไรล่ะที่ทำให้คนเรารู้จักคนแปลกหน้าเพิ่มขึ้น ถ้าไม่ใช่ความบังเอิญ มาทักทายกับโชคชะตา ได้ถูกที่ถูกเวลา หรือว่าผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
เย็นนี้มีงานสังสรรค์ของคลื่น Smooth 105 F.M. ที่เราเป็นขาประจำปาร์ตี้อยู่เดือนละครั้ง ไม่มีเพื่อนๆไปด้วยเพราะไม่มีใครเค้ามาฮิตฟังคลื่นภาษาอังกฤษเหมือนฉันเลยซักคน ไม่เป็นไรเพื่อนหาเอาข้างหน้าได้เสมอ มาคราวนี้จัดที่แถวๆสุขุมวิท 24 ที่โรงแรมอิมพีเรียลควีนส์ปาร์ค พอใกล้งานเลิกเรารีบเดินออกจากโรงแรมอิมพีเรียลควีนส์ปาร์ค ออกมาก่อนที่ฝูงชนจะออกมาพร้อมๆกัน เลยเลี่ยงออกมาก่อนคนอื่น วิ่งมาที่ป้ายารถเมล์ที่ใกล้ที่สุดพออกมาข้างนอกถึงรู้ว่ามีฝนตก
ฝนเริ่มซาเม็ดลงเรื่อยๆ ยังดีนะที่โรงแรมอยู่ไม่ไกลจากป้ายรถเมล์เท่าไหร่ ห็นรถปรับอากาศสาย ปอ.11 ปากน้ำ-ปิ่นเกล้ามาพอดี วิ่งขึ้นไปลุ้นๆอยู่เหมือนกันว่าจะมีที่นั่งหรือเปล่า กว่าจะไปถึงบ้านที่ปิ่นเกล้า ถ้าต้องยืนโหนบนรถเมล์ ความไกลของระยะทางจากสุขุมวิท กว่าจะถึงปิ่นเกล้าก็โหดพอดู มองไปด้านหลังเห็นเบาะว่างอยู่ที่หนึ่ง ทางฝั่งขวามือด้านหลัง เมื่อขึ้นรถแล้วเลี้ยวขวา เหลือบมองไปด้านหลังเห็นที่นั่งด้านหลังรถถัดขึ้นมาสองเบาะยังว่างอยู่ ฉันเดินปรี่เข้าไปทางด้านหลังรถ เห็นที่ว่างข้างหน้าต่างรถ ข้างๆกันมีชายหนุ่มใส่แวนตานั่งข้างๆอยู่ พอดูท่าว่าฉันจะเข้าไปนั่งเขาก็กระเถิบไปนั่งผั่งหน้าต่าง เพื่อให้ฉันได้นั่งได้สะดวกขึ้น “ขอบคุณค่ะ” ฉันเอ่ยขึ้นพร้อมผงกให้หัวเล็กน้อยก่อนนั่งลงข้างๆกัน ไม่นานนักเห็นคนนั่งข้างๆขยุกขยิกตัวหาหลบน้ำที่หยดลงมาจากช่องแอร์ข้างบน
คราวนี้ถึงบางอ้อแล้วว่าทำไมไม่มีคนนั่งริมหน้าต่าง ช่องแอร์ รั่วนี่เอง นึกขอบคุณคนข้างๆ พร้อมยื่นกระดาทิชชูให้เขาเช็ดน้ำที่หยดมาเปียกกระเป๋าเอกสารสีน้ำตาลบนตัก “ ขอบคุณครับ” เขาเอ่ยพร้อมรับกระดาษชำระจากมือฉัน พร้อมๆ กับรอยยิ้ม เค้าเริ่มชวนคุยก่อน หลังจากที่นั่งดุเชิงกันพักหนึ่ง “ ทำงานแถวนี้เหรอครับ ” ว้าว..พ่อหนุ่มหน้าตี๋ใส่แว่นตาคนนั่งข้างๆ ทักฉันก่อน คราวนี้ฉันหันไปสบตาพร้อมบอกว่า “เปล่าคะ พอดีนัดเพื่อนไว้แถวนี้ค่ะ ” ไม่รู้ตัวเองว่ามุสาไปวะตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็ใครจะไปบอกกันหล่ะว่ามาปาร์ตี้ของคลื่นวิทยุ ในฐานะแฟนคลับน่ะ ไม่ได้หรอกนะเสียหายหมด
พอรถวิ่งไปซักพักเลยรู้ว่า เริ่มเข้าแยกราชประสงค์ เลี้ยวไปทางเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ในขณะนั้น เราเริ่มคุยกันมากขึ้น เลยรู้ว่าเขาทำงานอยู่ที่บ. Nationnal and Panasonic สำนักงานใหญ่อยู่แถวๆบางนา พอดีวันนี้ไปทานข้าวกับผู้ใหญ่ที่เป็นหัวหน้างาน เลยเลิกเย็นกว่าปกติ เสาร์-อาทิตย์จะกลับบ้านที่ปิ่นเกล้าครั้งหนึ่ง เพราะทีพี่สาวและแม่พักอยู่ที่นั่น เพราะที่ทำงานไกลบ้านเลยต่องอยู่หอพักใกล้ๆ ที่ทำงาน “ผมเป็นเด็กทุนมอนบุนโชครับ”พอเริ่มคุ้นเคยเขาเริ่มคุยเรื่องส่วนตัวให้ฟัง“ความจริงตอนสอบเอ็น ทรานท์ผมติดหมอที่ศิริราชได้ พร้อมกับได้ทุนไปปเรียนวิศวะแต่ผมเลือกทุนนี้เพราะ..เป็นทุนรับบาลญี่ปุ่นที่ให้เด็กที่ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นพร้อมออกค่าใช้จ่าย ให้ทั้งหมดกลับมาไม่ต้องใช้ทุน ที่บ้านมีลูกสิบคนผมเป็นคนสุดท้องพ่อแม่ไม่มีทุนมากนักเลยเลือกเรียนทางนี้เรียนวิศวะ “โห..เรียนเก่งใช่ย่อยนะเนี่ย “ฉันได้แต่แอบรำพึงในใจ
พอรู้ว่าจบจากเตรียมอุดมศึกษาที่พญาไท เลยถามว่ารุ่นไหน พอดีน้องชายฉันจบที่นั่นเหมือนกัน พอวักรุ่นกันแล้วเลยรู้ว่า พ่อหนามหน้ามน คนหน้าตี๋ที่ใส่แวนตานั่งข้างฉันคนนี้ละอ่อนกว่าฉันสองปี แต่ก็ทำเฉยๆ ดูมาดนิ่งดีทีเดียว“ ผมไม่ค่อยถือว่าต่างกันเท่าไหร่นะ เพราะมีผมรุ้จักอายุมากกว่าเยอะ ทำงานก้คลุกคลีกับคนอายุมากกว่าทั้งนั้น” ดูซิดูพูดเข้านั้น อยากอาวุโสนักหรือไงกันนะ อีตาคนนี้ แต่ท่าทางรอบรู้ของเขา ดูเป็นคนทะเยอทะยานไม่น้อย คงจะจริงอย่างที่พูด เพราะดูท่าทางมั่นใจตัวเอง และเชื่อมันในความคิดของตัวเองพอควร ฮันแน่..ทำหน้าตายด้วยนะนาย
เวลาที่คุยกัน พอเริ่มคุ้นกันบ้าง แอบสังเกตุดูแววตายาวรีใต้แว่นใสคู่นั้นค่อนข้างทะนงตนพอควร “ที่บ้านมีพี่น้องกี่คน” เขาเริ่มต้นซักประวัติครอบครัวชั้นก่อนตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก ดูท่าทางแล้วก็ดูไม่มีอะไรน่ากลัว เลยคุยได้เรื่อยๆ ตอบคำถามเขาไป “บ้านเราสามคน เราเป็นคนโต น้องสาวหนึ่ง และสุดท้องผู้ชายที่เป็นรุ่นน้องเตรียมของคุณนั่นแหละ บ้านเกิดอยู่ที่นครสวรรค์ พอจบม.ปลายก็มาเรียนต่อกัน ” ไม่พูดเปล่าแอบเหลือบมองหน้าคนฟังไปด้วย ที่กำลังผงกหัวเป็นเชิงรับรู้ “ โห..สมัยนั้นจัดว่าน้อยนะ ที่บ้านผมสิบคน พ่อแม่เป็นคนจีนลูกเยอะ ผมเป็นคนสุดท้อง” ว้าว..ดูหน้าตาซิ ออกตี๋ขนาดไม่ต้องบอกก็ลูกว่ารากเหง้าเหล่าสักหลาดมาจากไหน ฉันแอบรำพึงในใจ “ ที่บ้านบอกแล้วว่าให้เรียนเยอะ ๆ เพราะไม่มีสมบัติอะไรให้ นอกจากให้ความรู้ไม่พูดเปล่ามีเสียงห้วเราะในลำคอ หึ หึ ปนมาด้วย
พอรถเริ่มเลี้ยวขวาเข้าแยกราชประสงค์ เราทั้งคู่เริ่มคุยกันมากขึ้น เมื่อเขาถามเราแล้วเลยคิดว่าควรถามกลับไปบ้างไม่งั้นก็ไม่ได้ข้อมูลแลกเปลี่ยนกัน แล้วดูเป็นคนที่เรียนเก่งมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ครอบครัวมีพี่สาวเยอะจัง แล้วก้หยิบนามบัตรมาให้ “ นี่ครับ..ถ้ามีอะไรโทรไปนะ”พอหยิบมาดูแล้วนึกขำอยู่ในใจ มีทั้งวุฒิการศึกษาจบวิศวะอิเลคทรอนิกส์มาจาก มหาวิทยาลัยเกียวโตจริงๆ ด้วยเบอร์โทรที่บ้าน มือถือ มีให้เสร็จสรรพ“ บ้านคุณอยู่ที่ไหนเหรอ ” เราถามเพราะเห็นว่านั่งมานานพอกันเลย ไม่มีทีท่าว่าจะลงรถเลย รถวิ่งมาเกือบสุดสายแล้ว “ผมอยู่หลังเมอรี่คิงส์ปิ่นเกล้า อยู่หมู่บ้านบุษราคัม แล้วคุณล่ะบ้านอยู่ไหนเหรอ “ เราอยู่จรัญฯ 34 ต้องลงป้ายหน้าพาต้าปิ่นเกล้า ก่อนคุณป้ายหนึ่งพอดี ”ความจริงบ้านเราใกล้กันแค่นี้เอง ถ้าว่างๆ วันหลังไปทานข้าวด้วยกันซักมื้อนึงนะ ชวนเพื่อนไปด้วยก็ได้นะ” อุ๊ย..ตายชวนกินข้าวด้วยเว้ย...ฉันแอบลิงโลดในใจ แต่ตัองเก็บอาการ เพราะยังงุน ..งง อยู่ ที่ให้ชวนเพื่อนมาด้วยนี่แหละ มีเสียงโห่..กันขรมเลย พอไปปรึกษาเพื่อนๆ แม่เพื่อนๆของฉันได้แต่ต่อว่ากันสารพัด รุมสรุปว่าฉันไม่ได้เรื่อง เค้าชวนกินข้าวแสดงว่าสนใจเราแล้ว โห..ใครจะไปรู้เล่า ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร เพราะเค้าอายุน้อยกว่า 2 ปี แต่ว่าหน้าตาน่ารัก ตรงใจก็เท่านั้นเอง มาเริ่มแปลกๆ ก็ตรงที่ “ แล้วโทรมาคุยกันบ้างนะครับ เออ.นะ ให้แต่เบอร์ให้เราโทรไป ไม่เห็นขอเบอร์เราบ้างเลย อยากคุยด้วยจริงเปล่าก็ไม่รู้
“ถ้าโทรไปที่บ้านก็เบอร์นี้เบอร์ตรงที่ห้องผมเองนะ ไม่อย่างนั้นพี่ต้องเรียกมารับข้างล่าง “เขาพูดขึ้นตอนที่ยื่นนามบัตรมาให้ แหม..มายื่นนามบัตรให้ตอนที่ฉันใกล้จะลงแล้วซิ ป้ายหน้าก็จะถึงพาต้าแล้ว เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยเชียวที่นั่งคุยจ้อกับคนที่ไม่รู้จักมักจี่บนรถเมล์นานขนาดนี้ แถมยังคุยกันได้ตลอดทางเสียด้วยซิ ฉันส่งยิ้มให้ เมื่อเค้าบอกให้โทรหา ไม่ได้รับปาก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธพอลงรถไปแล้วอดเหลือบมองกลับขึ้นบนรถไม่ได้ว่าคนที่นั่งข้างๆจะมองตาหรือไม่ พอรถเมล์ออกตัว บอกตัวเองให้สลัดภาพคนที่ยิ้มให้บนรถทิ้งไป เขาอาจจะชอบให้โอกาสคนทั่วๆไปแบบนี้ก็ได้ คนที่มีรูปร่าง หน้าตา การศึกษา เป็นทุน อาจให้ความหวังคนที่เจอกันไปเรื่อย ชีวิตดำเนินตามปกติ นำเรื่องไปปรึกษาเพื่อนๆที่ทำงาน เพื่อนๆบอกให้ลองโทรชวนไปทานข้าวกันไม่เคยสนใจ ได้แต่ชวนไปกินข้าวด้วยแถวๆที่ทำงานเขาแทนวะนี่ เออ..ใครจะอุตส่าห์ขับรถไปไกลขนาดนั้น มันอยู่คนละฝั่งกรุงเทพฯเลยก็ว่าได้ วันแล้ววันเล่าไม่มีโอกาสได้เจอกันซักที
ในที่สุดเราก็ต้องกลับไปช่วยงานที่บ้านเพราะทางบ้านให้โอกาสมาทำงานเพื่อหาประสบการณ์ พอถึงเวลาก็ต้องไปช่วยงานเค้าแล้ว ไม่อยากไปเลย เพราะได้มีโอกาสใช้ชีวิตลำพังด้วยตัวเอง หไม่นานนี้เอง หลังจากที่น้องทั้งสองคนต้องเดินทางไปเรียนต่อที่อังกฤษ และ สก็อตแลนด์ ชีวิตอิสระที่อยู่คนเดียวก็สบาย วันไหนที่เลิกงานก็ไปทานข้าวกับเพื่อนที่ทำงาน ที่เหลือก็ใช้วันหยุดทำงานบ้าน เก็บกวาด เช็ดถู นานๆก็ชวนเพื่อนสมัยเรียนขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัด เลือกที่ใกล้ๆกรุงเทพฯ จะได้กลับมาทำงานสะดวก พอถึงเวลาจริงๆคงเป็นช่วงที่อายุเข้าเลขสามพอดี
วันเกิดปีนั้นเริ่มถามตัวเองแล้วว่า เราควรจะใช้ทุนที่พ่อแม่ส่งเรียนได้แล้ว แต่ยังสนุกกับงานพิเศษ ตอนนั้นมีทั้งสอนพิเศษภาษาอังกฤษน้องๆฉันเอง ตอนสอบเอ็นทรานซ์ด้วยเหมือนกัน งานสอนพิเศษก็เป็นงานพิเศษที่บังเอิญเจอพี่คนหนึ่งที่เคยสอนพิเศษตอนที่น้องฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัย มาเที่ยวบ้านกับนองชาย พอเจอกันเลยชวนให้ไปลองสอนดู พอได้ก็สอนร่วมกับพี่เค้ามาเรื่อย นับว่าเป็นงานอดิเรกที่มีความสุข มากๆงานหนึ่ง แถมรายได้ไม่น้อยเลย มากกว่างานประจำด้วยซ้ำ ผม่คิดว่าจะมาทำงานนี้ด้วยซ้ำเพราะไม่ได้จบมาทางด้านนี้โดยตรง แต่เป็นคนชอบภาษาอังกฤษ และมีหนุ่มตาน้ำข้าวมาจีบพอให้กระชุ่มกระชวย
ยังมีต่อ
:: ส้มหล่นลูกใหญ่ได้ไปเนปาล::
ตอนที่ 3 : สีสันแห่งชีวิต ตามติดไปช็อปปิ้งที่เมืองธาเมล
ผู้คนที่เห็นข้างหน้าแต่งตัวคล้ายกับที่เราเคยเห็นท่านทาไลลามะเสียจริง กำลังเดินผ่านช้องตรวจคนเข้าเมืองเป็นแถว “ว้าว..จริงด้วยมีพระทิเบตกำลังเข้าแถวต่อจากกลุ่มทัวร์ของเรา” เลยได้เห็นการต้อนรับอาคันตุกะตามแบบฉบับของชาวเนปาลี ถ้าใครตามดูข่าวในพระราชสำนักตอนที่สมเด็จพระเทพฯ ท่านเสด็จเยื่อนละแวกนี้จะมีชาวทิเบตให้การต้อนรับอย่างนี้เช่นกัน เค้าจะมีผ้าสีขาวไว้คล้องคอของแขกผู้มาเยือนก่อนเข้าเมือง
บรรดาพระจีนจากเมืองต่างในแถบเอเชียมีการประชุมกันที่เนปาล เราเพิ่งเห็นป้ายที่แขวนระหว่างทางที่เขียนต้อนรับพระทิเบตเหล่านั้น เดินออกมาจากสนามบินเห็นหนุ่มๆ ที่มีรถไว้บริการผู้โดยสารที่เพิ่งลงจากเครื่องบินต่างเรียกให้ใช้บริการของตนกันด้วยรถคันเล็กสีขาวจอดเรียงกันเต็มสนามบิน ส่วนเราเดินตามขบวนที่มีรถโค้ชคันใหญ่มารับ พอจัดการกับสัมภาระเรียบร้อยแล้วก็ขึ้นรถเตรียมตัวเดินทางเข้าที่พัก พอขึ้นรถก็มีไกด์ท้องถิ่น ท่าทางแต่ละคนมีลักษณะกรุ้มกริ่ม แววตาเจ้าชู้ หน้าตาคมคาย แบบฉบับคนแขกทั่วๆไปแต่ส่วนใหญ่ผิวสีคล้ำ
ส่วนไกด์ประจำรถเราแนะนำตัวว่าชื่อคีราน จากไกด์ทั้งหมดมีพ่อหนุ่มคีรานคนเดียวที่พูดอังกฤษและญี่ปุ่นได้ พอได้คุยกันเลยรู้ว่าเคยได้ทุนไปเรียนที่ญี่ปุ่นมาด้วย ที่แปลกกว่าคนอื่นคือทุกคนสื่อสารภาษาไทยได้หมด
ยกเว้นคีราน ฮ่า.ฮ่า..จะถามไกด์ซักทีนึงด้วยใช้อังกฤษกันหล่ะ ฟังดูเท่ห์มั้ยล่ะ รถพาเข้าที่พัก Hyatt Regency Kathmandu เป็นโรงแรมแบบรีสอร์ทใจกลางเมืองกาฐมาณฑุ เอาข้าวของเก็บไว้ก่อนค่อยออกเดินทางต่อไปเมืองท่องเที่ยวกันทันที เริ่มจากทาเมล แหล่งช็อปปิ้งที่เมืองกาฐมัณฑุ คล้ายๆถนนข้าวสารที่กทม.ของเรา แต่ถนนที่คนเดินจะแคบกว่า มีร้านค้าตลอดทางเดิน ทางที่ให้เดินนั้นแคบกว่าที่ข้าวสาร มีรถมอเตอร์ไซค์ และรถเก๋งคันเล็ก วิ่งเข้าออกได้ ถนนไม่ค่อยเท่ากันนักเส้นทางเป็นเนินตลอดทาง
แต่ที่น่าชมเชยคืไม่มีการวางของเกะกะหน้าร้านให้เราได้เดินชน ของจะวางไว้ในร้าน ร้านแรกที่แวะเข้าไปดูขายกระเป๋าผ้า มีสินค้าสารพัด ไม่ว่าจะเป็นผ้าคลุมไหล่ ที่เรียกว่า Nepali Pashmina หรือผ้าที่ทำมาจากผ้าวูลหรือแคชเมียร์ มีให้เลือกหลายแบบหลายสี ทั้งมีลวดลายและไม่มีลวดลาย มีทั้งที่เป็นวูล 100% หรือ 70 % ถ้าไม่ผสมอย่างอื่นจะมีราคาแพงทีเดียว เดินด^ไปเรื่อยๆ ยังไม่ตกลงปลงใจว่าจะซื้ออะไรดี เพราะได้ยินมาว่าหากว่าเราต่อรองราคาสินค้าเรียบร้อยแล้วเป็นอันว่าตกลงใจที่จะซื้อแน่ๆ ไม่อย่างนั้นร้านค้าที่เราต่อรองจะเดินตามตื้อจนเราเกิดความรำคาญ
อีกอย่างอย่าลืมว่าการสื่อสารของที่นี่การส่ายหน้าหมายความว่า Yes พยักหน้าแปลว่า No เป็นสิ่งที่ต้องจดจำวัฒนธรรมของถิ่นนี้ไว้ เข้าเมืองตาหลิ่ว (หนุ่มๆชาวเนปาลีนี่เค้าหลิ่วตาให้สาวเก่งชะมัดเลย ใครไม่เชื่อลองมาเที่ยวดูได้เลย ทั้งยักคิ้วหลิ่วตาเลย) แต่เราไม่หลิ่วตาตามหลอก เพราะหลิ่วไม่ไหวพี่ท่านแต่ละคนท่าทางไม่เบากันเลย ที่นี่ให้มีภรรยากันหลายคนด้วยซี
นอกจากหลิ่วแล้วนัยน์ตายังเป็นประกายเจิดจ้าเหมือนกันอีก ร้านค้าต่างๆที่เรียงรายอยู่มักจะมีคนขายเป็นหนุ่มหน้าละอ่อนทั้งนั้น รอบแรกเลยต้องดูสินค้าไว้ก่อน ยังไม่ปักใจชอบอะไรมากนัก ต้องชั่งใจไว้ก่อน เหมือนเช็คราคากันไปก่อน ท่าทีของราคาจะเป็นอย่างไร ไปรีบซื้อรีบต่อไม่ได้ พ่อค้ามักจะบอกผ่านกันทั้งนั้นเลย
พอๆ กับการไปเที่ยวเสิ่นเจิ้นเลยเชียว เดินเรื่อยเปื่อยจนไปเจอร้านขายเทป ซีดี วีดิโอ ที่เปิดเพลงแนว แนวเดียวกันหมดเลย แค่เดินผ่านแล้วได้ฟังก็ได้ยินบทสวดมนต์สุดแสนจะมีพลังและขลัง เหมือนอยู่ในเมืองทิเบตไม่ปาน “โอ..เนปาลีฮุม..โอ..เนปาลีฮุม” แว่วมาแต่ไกล ตลอดทางที่เดินไปบนถนน ของเมืองธาเมล ในที่สุดก็มาเจอสองหน่ม หนุ่มหนึ่งยังเป็นวัยรุ่น ส่วนอีกหนุ่มบอกว่าเป็นหนุ่มใหญ่ ทั้งคู่บอกเราว่าได้เคยมาเยือนเมืองไทยที่เชียงใหม่แล้วประทับใจมาก ไม่พูดเปล่ามีรูปที่ถ่ายกับบรรดาสาวๆ มาอวดกันยกใหญ่ เราได้อุดหนุนวีซีดี เพลงสวดไป 1 ชุด ราคาที่เหมาะสมที่สุดทั้งคนซื้อคนขาย
สังเกตคนที่มาอยู่ที่นี่นอกจากจะเป็นแขกผิวเข้มแล้ว มีคนที่หน้าตาออกไปแนวๆจีนทิเบตก็ไม่น้อย ที่เหลือยังมีหน้าตาประมาณกะเหรี่ยง ที่เข้ามาอาศัยในบ้านเราด้วย นับว่ามีหลายชนชาติประกอบกันเยอะไปหมด หากเปรียบเที่ยบกับที่เมืองไทยแล้วถึงจะมีคนยากจนขนาดไหนก็มีขอทานไม่เท่าที่นี่เป็นแน่
โดยเฉพาะเด็กๆระหว่าวงที่เดินท่องเที่ยวอยู่นั้นจะมีเด็กๆแต่งตัวมอมแมมเดินมาขอสตางค์กันเยอะมาก ถ้าไปให้เข้าหนึ่งคนแล้วเหมือนกับเป็นการเชียร์แขกโดยไม่ได้ตั้งใจ คราวนี้ตื้อจนท่านไม่มีอันได้เดินเที่ยวอย่างสะดวกใจ กลายเป็นสร้างความรำคาญให้มากกว่า เมื่อได้แล้วเค้าจะเดินตามท่านพร้อมกับชวนเพื่อนมาขอเงินท่านอีกเป็นฝูง ต้องฝึกการทำใจแข็งเอาไว้ อย่าไปหลงกลพวกเด็กๆ เหล่านั้น
:: ส้มหล่นลูกใหญ่ได้ไปเนปาล ::
ตอนที่ 2: สนามบินตรีภูวัน ณ กาฐมัณฑุ
เราไปกันเป็นทีมทัวร์ต้องร่มมือร่วมใจร่วมทีม พอได้ยินเสียงร้องบอกต่อๆ กันมาว่าเตรียมเอกสารได้แล้ว เครื่องของเรามาแล้วล่ะ ได้เวลาซักที เราเผลอแอบมองบรรดาเพื่อนร่วมทางยิ้มแย้มและทักทายให้เพื่อนใหม่ที่ต้องใช้เวลาร่วมกันอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้
ในฐานะเพื่อนร่วมทาง สังเกตดูแล้วมีหลายวัยมาก ตั้งแต่อาแปะ อาวซิ่ม อาเจ็ก ไปจนถึงเด็กที่ดูจะอายุน้อยที่สุด เป็นเด็กผู้ชายอายุก็ราวๆ 9 ขวบ ดูท่าทางคล่องแคล่วว่องไว แววตาอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ส่องประกายวาววับ เค้าชื่อว่าน้องอู่ข้าว
แต่ละคนเดินเรียงแถวเดินเข้าข้างในเครื่องบินในมือมีตั๋วเครื่องบินที่มีหมายเลขที่นั่งของตน ถึงคิวเราแล้ว มีสจ๊วตผายมือไปทางด้านข้างว่าถึงที่นั่งแล้ว
ฮ้า..โชคชะตาเข้าทาง เราได้นั่งติดริมหน้าต่าง พอที่ทางลงตัว เตรียมหาหนังสืออ่านทำลายเวลาระหว่างเดินทาง ได้นั่งเหล่เมืองท่ามกลางขุนเขารายล้อม พอได้ยินมาว่าที่สนามบินตรีภูวันแห่งเมืองกาฐมัณฑุ เป็นเมืองที่นักบินนำเครื่องลงได้ยากมาก เรียกว่าใครจะมาขับเครื่องลงที่นี่ได้ฝีมือไม่ธรรมดา ได้นั่งมองวิวด้านข้าง
โอ้ว..ช่าง..งดงามเหลือเกิน จนตัวเราเองอดไม่ได้ที่ต้องชะโงกหน้าลงไปมองข้างล่างอย่างตื่นตาตื่นใจ เบื้องล่างมีหุบเขามากมาย มีสีสันบ้านเรือนเรียงรายเป็นกระจุกมองไม่เห็นประชากรเท่าไหร่นัก อาจเป็นเพราะระดับความสูง ได้ยินเสียงไกด์บอกให้คนที่อยู่ฝั่งซ้ายมือ
มองวิวข้างๆ จะเห็นเทือกเขาหิมาลัยแล้ว หลายๆคนพากันลุกกรูจากที่นั่งฝั่งตนพร้อมกับกล้องถ่ายรูปไปเก็บภาพสวยๆไว้ในแผ่นฟิล์ม นำกลับไปฝากคนที่ไม่ได้มาด้วย เราอยู่คนละฝั่งยังแอบมองกับเขาด้วย ...
โห..ความสวยงามเหล่านั้น มันบอกไม่ถูกเลยว่าเป็นอย่างไร ขนลุกซู่ชูชัน ไม่ได้เกิดจากอากาศเยือกเย็น แต่เป็นใจต่างหากที่ยินดีกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ดั่งสวรรค์บนดิน เสียจริงเชียว การได้มองทิวเขาจากเครื่องบินในที่สูงเช่นนี้
หากไม่เปรียบกับสวรรค์แล้ว ไม่รู้ว่าจะเปรียบกับอะไรได้ ความตื่นเต้นยังไม่จางไปจากหัวใจเลย เสียงแอร์โฮสเตสสาวประกาศขอบคุณผู้โดยสารที่มาด้วยพร้อมกับบอกชื่อกัปตันที่นำทีมพวกเรามาถึงที่นี่โดยสวัสดิภาพ นี่..ใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่พวกเราก็ถึงที่หมายแล้ว
อากาศที่กำลังเย็นแบบพอดีๆ ไม่หนาวจนเกินไป ทำให้จิตใตปลอดโล่งเหลือเกิน ตรีภูวันเป็นสนามบินเล็กๆ สีตึกสวย เป็นอิฐสีแดงใกล้เคียงธรรมชาติ ไม่ดูพลุกพล่านวุ่นวาย มองลงมาจากหน้าต่างเครื่องบิน เห็นตึกเล็ก เรียงกันเป็นสีธรรมชาติ มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง บ่งบอกถึงความมีวัฒนธรรมของตัวเองของเมือง ไม่สงสัยว่าทำไมถึงได้เป็นเมืองแห่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม ทั้งคนทั้งเมือง ที่เคลื่อนไหวอยู่ในเมืองนี้เป็นมรดกที่ล้ำค่า เป็นวิถีชีวิตที่ต่างไปจากบ้านเรา
ยังมีต่อ
:: ส้มหล่นลูกใหญ่ได้ไปเนปาล::
ตอนที่ 1 ตะลุยสุวรรณภูมิ
เมื่อมีโอกาสเดินเข้ามาหา
จงอย่าได้ปฏิเสธมัน
ไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีบางสิ่งบางอย่าง
วิ่งเข้ามาหาเราโดยที่ไม่ได้ตั้งตัว
นั้นแหละคือที่มาของ Trip นี้
บังเอิญว่าขายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดได้ยอดขายตามเป้าที่บริษัทแม่กำหนดไว้ที่บ้านเราเป็นผู้แทนจำหน่าย ทำยอดได้เป้าการขายที่ทางบริษัทมีสมนาคุณให้ไปเที่ยวเนปาล อาปากับแม่ไม่ไป ส้มลูกใหญ่เลยหล่นล่วงลงมาหาป้ากับเราได้พากันเหิรฟ้า ท้าอากาศ หนาวที่เนปาล
ช่างเป็นทริปที่เหลือเชื่อ ช่วยให้เราได้มีโอกาสประเดิมสนามบินแห่งใหม่ของเมืองไทย เป็นครั้งแรก พอได้ลุยสนามบินใหม่เห็นสารพัดสิ่งที่เหมือนจะดูไฉไลซะจริงเชียว
ไม่ว่าจะเดินเลาะเลี้ยวไปที่ใดก็เจอแต่สินค้ามากมาย ชวนให้เงินเราไหลออกนอกตัวเป็นยิ่งนัก
ร้านรวงระหว่างทางช่างชวนสายตาให้เหลือบมอง ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอม ผ้าพันคอแสนสวย เครื่องสำอางค์ คอลเลคชั่นใหม่มาแรงเพียบ
จนต้องนั่งมองความคิดมองสติให้ดีก่อนเดินทาง เพราะมีสิ่งล่อลวงใจให้ใหลหลงเข้าดงระงับกิเลศตลอดทาง เผลอเมื่อไหร่เป็นได้จับจ่ายใช้สอย ทางเลื่อนหรือบันไดที่มีไม่ได้เอื้อให้กับผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางกันอย่างแท้จริง
ในทางกลับกันทุกที่ทางที่เดินผ่านจะเอื้อผลประโยชน์ให้กับร้านค้าและนักจับจ่ายใช้สอยมือทองกระเป๋าหนักมากกว่า ไม่ว่าจะเดินเหินไปที่ไหนเส้นทางบังคับก็มักจะให้เราเข้า King Power อยู่เสมอ จนกลายเป็นสิ่งที่เกะกะต่อสายตา
ถ้าหากว่ากำลังเร่งรีบอารมณ์พาลจะเสียเอาง่ายๆ เพราะต้องเสียเวลาอยู่ในวงจรของ Duty Free คนที่กลัวตกเครื่องต้องวิ่งอ้อมกันน่าดูกว่าจะเข้าไปเจอ Boarding Pass ของตัวเอง ประตูที่ต้องออกไปขึ้นเครื่องบินก็อยู่เสียไกลสุดลูกตาเลย เกือบสุดทางของสนามบินเลยเชียว
เวรจะเดินเข้ามาหาแทนไม่ใช่โอกาสเสียแน่แท้เรา
เวรจะเดินเข้ามาหาแทนไม่ใช่โอกาสเสียแน่แท้เรา
ยังมีต่อ
Subscribe to:
Comments (Atom)
The window of my world
"ไม่ได้ไม่ได้ ต้องได้"
"ไม่ได้ไม่ได้ ต้องได้" คำพูดนี้ยังกึกก้องอยู่ในหัวของศิษย์เก่า ร.ร อนุชนวัฒนาอย่างเราเสมอ ทุกครั้งที่นึกถึงวัยเด็ก เมื่อครั้งท...
-
ตอนที่ 1 ตะลุยสุวรรณภูมิ เมื่อมีโอกาสเดินเข้ามาหา จงอย่าได้ปฏิเสธมัน ไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีบางสิ่งบางอย่าง วิ่งเข้ามาหาเราโดยที่ไม่ได้ตั้...
-
"นานๆจะมาหา ใช่ว่าหลงลืมกัน" นานมากแล้วไม่ได้เขียนอะไรลงไป จนเกือบจะลืมไปคัดกรองใจไม่ออกเลย หลายอย่างที่ต้องทำอาจต้องจำไว้ให้เ...
-
"ไม่ได้ไม่ได้ ต้องได้" คำพูดนี้ยังกึกก้องอยู่ในหัวของศิษย์เก่า ร.ร อนุชนวัฒนาอย่างเราเสมอ ทุกครั้งที่นึกถึงวัยเด็ก เมื่อครั้งท...