https://www.facebook.com/KorpaiLee/

::แตกต่างอย่างเข้าใจ ไม่วุ่นวายวกวน/Differentiate ::

แตกต่างกันสารพัด
จนไม่อาจคุยกันได้
ช่องว่างระหว่างใจ
ไม่มีใครยอมจำนน


ชีวิตก็แค่นี้
จะมีอะไรมากกว่านี้
คงเกินค่า
ก่อการเกิดตามวิถีที่มีมา 

เดินผ่านกาลเวลา
ลืมนับค่าของจิตใจ
ต่างคนต่างความคิด
ยังใช้ชีวิตร่วมกันได้

ต่างคนต่างที่มา
ต่างความคิดนิมิตหมาย
หากมีความเข้าใจ
ให้อภัยและอดทน


ถ้อยคำโดย


Korpai

:: The Bus Number 11 ::

ต่อจากตอนที่แล้ว แหม..มายื่นนามบัตรให้ตอนที่ฉันใกล้จะลงแล้วซิ ป้ายหน้าก็จะถึงพาต้าแล้ว เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยเชียวที่นั่งคุยจ้อกับคนที่ไม่รู้จักมักจี่บนรถเมล์นานขนาดนี้ แถมยังคุยกันได้ตลอดทางเสียด้วยซิ ฉันส่งยิ้มให้ เมื่อเค้าบอกให้โทรหา ไม่ได้รับปาก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธพอลงรถไปแล้วอดเหลือบมองกลับขึ้นบนรถไม่ได้ว่าคนที่นั่งข้างๆจะมองตาหรือไม่ พอรถเมล์ออกตัว บอกตัวเองให้สลัดภาพคนที่ยิ้มให้บนรถทิ้งไป เขาอาจจะชอบให้โอกาสคนทั่วๆไปแบบนี้ก็ได้ คนที่มีรูปร่าง หน้าตา การศึกษา เป็นทุน อาจให้ความหวังคนที่เจอกันไปเรื่อย ชีวิตดำเนินตามปกติ นำเรื่องไปปรึกษาเพื่อนๆที่ทำงาน เพื่อนๆบอกให้ลองโทรชวนไปทานข้าวกันไม่เคยสนใจ ได้แต่ชวนไปกินข้าวด้วย แถวๆที่ทำงานเขาแทนวะนี่ เออ..ใครจะอุตส่าห์ขับรถไปไกลขนาดนั้น มันอยู่คนละฝั่งกรุงเทพฯเลยก็ว่าได้ วันแล้ววันเล่าไม่มีโอกาสได้เจอกันซักที ในที่สุดเราก็ต้องกลับไปช่วยงานที่บ้านเพราะทางบ้านให้โอกาสมาทำงานเพื่อหาประสบการณ์ พอถึงเวลาก็ต้องไปช่วยงานเค้าแล้ว ไม่อยากไปเลย เพราะได้มีโอกาสใช้ชีวิตลำพังด้วยตัวเอง หไม่นานนี้เอง หลังจากที่น้องทั้งสองคนต้องเดินทางไปเรียนต่อที่อังกฤษ และ สก็อตแลนด์ ชีวิตอิสระที่อยู่คนเดียวก็สบาย วันไหนที่เลิกงานก็ไปทานข้าวกับเพื่อนที่ทำงาน ที่เหลือก็ใช้วันหยุดทำงานบ้าน เก็บกวาด เช็ดถู นานๆก็ชวนเพื่อนสมัยเรียนขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัด เลือกที่ใกล้ๆกรุงเทพฯ จะได้กลับมาทำงานสะดวก พอถึงเวลาจริงๆคงเป็นช่วงที่อายุเข้าเลขสามพอดี วันเกิดปีนั้นเริ่มถามตัวเองแล้วว่า เราควรจะใช้ทุนที่พ่อแม่ส่งเรียนได้แล้ว แต่ยังสนุกกับงานพิเศษ ตอนนั้นมีทั้งสอนพิเศษภาษาอังกฤษน้องๆฉันเอง ตอนสอบเอ็นทรานซ์ด้วยเหมือนกัน งานสอนพิเศษก็เป็นงานพิเศษที่บังเอิญเจอพี่คนหนึ่งที่เคยสอนพิเศษ ตอนที่น้องฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัย มาเที่ยวบ้านกับนองชาย พอเจอกันเลยชวนให้ไปลองสอนดู พอได้ก็สอนร่วมกับพี่เค้ามาเรื่อย นับว่าเป็นงานอดิเรก ที่มีความสุข มากๆงานหนึ่ง แถมรายได้ไม่น้อยเลย มากกว่างานประจำด้วยซ้ำ ไม่คิดว่าจะมาทำงานนี้ด้วยซ้ำเพราะไม่ได้จบมาทางด้านนี้โดยตรง แต่เป็นคนชอบภาษาอังกฤษ และมีหนุ่มตาน้ำข้าวมาจีบพอให้กระชุ่มกระชวย ไม่นานนักมีเรื่องที่ฉันต้องตัดสินใจ เมื่อวัยเริ่มเข้าสูเลขสาม เลยถามตัวเองว่าควรแล้วหรือยังที่ต้องไปช่วยธุรกิจของพ่อกับแม่จากที่บ้าน ทั้งสองคนอายุมากขึ้นแล้ว น้องสองคนของเราก็เรียนวิชาชีพกันไปทำงานแบบที่บ้าน เราก็ไม่สะดวกแล้ว เป็นช่วงที่ลังเลมากๆ เลยในชีวิต เหมือนถึงจุดเปลี่ยนที่ต้องเลือกและตัดสินใจอีกครั้ง ตอนนั้นยังทำงานอยู่กับ บ.เอกชนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และการดูแลเส้นผม เพราะอยู่ฝ่ายการตลาด ยังสนุกกับงาน ได้มีโอกาสจัดงานกิจกรรมต่างๆ สำรวจตลาดตามสถานที่ต่างๆ มีเรื่องให้ทำมากมาย ติดต่อกับชาวญี่ปุ่น มีเพื่อนชาวต่างชาติให้ได้สนุกสนานไปเรื่อย พอเลิกงานก็เป็นอิสระอยากไปไหนก็ไป เที่ยวที่ไหนก็จะเลือกพักผ่อนด้วยการขับรถไปแถวๆชานเมืองใกล้กทม.กับเพื่อนสนิทที่เคยเรียนด้วยกัน ไปเช้ากลับเย็นบ้าง เสาร์-อาทิตย์บ้าง แล้ววันหนึ่งต้องตัดสินใจกลับบ้าน ทั้งๆที่ยังโหยหาวันเวลาเก่าๆอยู่บ้าง แต่ตอนที่เจอเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาจากหลายๆ สถาบัน เพื่อนๆทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า“นี่..หล่อน ถ้าพ่อชั้นมีกิจการให้ชั้นทำแล้วล่ะก็ ชั้นจะไม่มาเป็นลูกน้องเขาอย่างนี้หรอ “ณ.เวลานั้นมันรูสึกสับสนเหลือเกิน ถ้ากลับบ้านก็ไม่มีเพื่อนให้คุยกัน ไม่มีอิสระในการนอกดึก นัดเพื่อนๆกินข้าว ไปเที่ยวต่างจังหวัด เติมแบตเตอรี่ในวันว่าง โห..ไม่มีอิสระแล้วจะหาอะไรมาสนุกได้ คิดๆไปก็นึกเบื่อๆขึ้นมายิ่งมีงานจัดรายการวิทยุสนุกๆ ให้ทำอยู่ด้วยช่วงหนึ่ง กำลังสนุกๆ อยู่เชียว บังเอิญเหลือเกินว่าช่วงนั้นมีนักจัดรายการวิทยุ ที่มีอายุแล้ว จะมาจัดรายการต่อจากเราในทุกวันเสาร์ตอนสองทุ่มครึ่ง ท่านเป็นหมอดูที่มีชื่อเสียงมาจัดรายการเกี่ยวกับพยากรณ์ชีวิตให้คนฟังต่อจากเรา ในทกุวันเสาร์-อาทิตย์มีแฟนฟังกันเยอะมาก ใช้โฟนอินเข้ามาให้ผูกดวง เคยเจอกันตอนที่เราเตรียมตัวกลับบ้านเมื่อจัดรายการเสร็จแล้ว แต่ไม่ได้ให้ท่านเช็คดวงเลย เพื่อนเรามาจัดรายการด้วยเข้าไปทักทายท่าน หลังจากนั้นท่านก็เข้ามาดูดวงให้ น่ารักมาก เพราะท่านเตือนเอาไว้ว่า ถ้าจะผูกดวงไม่ให้ใครมาฟังด้วย ตอนที่ท่านพยากรณ์เราก็จดไว้กันลืม ที่สะดุดใจที่สุดคือท่านบอกว่า “ตามดวงของเรา เกิดมาแล้วไม่ต้องไปหางานทำที่ไหนหรอก เพราะเกิดมามีงานให้ทำอยู่แล้ว แต่เราจะทำมันหรือไม่เท่านั้น ดวงผู้ให้กำเนิดหวังว่าเราจะสานต่องานที่ทำไว้” ว้าว..คำพูดของคุณลุงที่บอกเอาไว้ เหมือนช่วยในการตัดสินใจอยู่บ้าง แล้วคราวนี้ พอกลับมาบ้านนึกถึงพ่อหนุ่มหน้าตี๋ ที่เคยชวนเราทานข้าว แล้วรู้สึกอยากหาคนคุยด้วยเรื่องกลับบ้าน เลยโทรไปปรึกษาเรื่องนี้ด้วย พอทางโน้นรับสาย ตอนที่ได้ยินเสียงตอบรับมาทำให้แอบยินดีอยู่ลึก ๆ “อ้าว..ไผ่เองเหรอ..ว่าไงหายไปเลยนะ โห..ฟลุคมากเลย ผมเพิ่งจะกลับบ้านอาทิตย์นี้เอง ไม่ได้กลับมาหลายอาทิตย์แล้ว ที่บริษัทงานเยอะมากเลยตอนนี้“น้ำเสียงยินดีออกมาจากปลายสายทำให้ใจชื้นขึ้นมานิดนึง ก่อนที่จะเอ่ยปากปรึกษาเรื่องกลับไปช่วยงานที่บ้าน พอได้ฟังเรื่องที่เราบอกไป เสียงปลายสาย เริ่มเข้มทีเดียว “ผมว่าพ่อคุณท่านมีเหตุผลนะที่ให้คุณไปทำงานที่ท่านทำมาตั้งหลายปีแล้ว อย่างน้อย..มันก็มั่นคงกว่างาน ที่คุณทำอยู่ตอนนี้ ไม่ว่างานบริษัทหรือว่าจัดรายการเพลง “แต่ละคำที่แนะนำมา เหลือร้ายจริงๆเค้าเป็นเด็กว่าเรา 2 ปี แต่ความคิดเป็นผู้ใหญ่กว่ามาก แล้วอีกอย่างไม่ยอมเรียกเราว่าพี่ ด้วยเหตุผลง่ายๆว่ามีเพื่อนที่อายุมากกว่ากัน ไม่เท่าไหร่ไม่ค่อยเรียกว่าพี่หรอก ตายจริงพ่อคนนี้ อยากแก่นักหรือไง แต่พอฟังเหตุผลเค้าแล้ว เราก็ยอมรับว่ามันจริงอย่างที่บอกเรามา ชนิดที่เราถียงไม่ออกเลยจริงๆ ให้ตายซิ “เย็นนี้ไปกินแจ่วฮ้อนกันไหม แถวๆ รัชดา มีร้านที่มุงเพลิงด้วยสังกะสีหลังเล็กหลังหนึ่ง ทำอร่อยมาก คนกินเยอะสุดๆ ก่อนที่จะเข้าหมู่บ้านกฤษดานคร เสร็จงานแล้วรีบกลับเปล่า “ พี่สาวคนดีที่อยู่แผนกเดียวกันชวนไปเริงร่าวันศุกร์ “ไปซิพี่ ไม่มีอะไรอยู่แล้ว วันนี้สบายอยู่แล้ว” แล้วพี่แกตะโกนเรียกเพื่อนอีกคนไปด้วยกัน “ เฮ้ย..โจ้..วันนี้ไปสุสานหอย“ ร้านขายอาหารรสแซ่บของพวกเรามีชื่อที่เจ๊แกต้งให้เอง เพราะร้านนี้ไม่มีชื่อ เห็นคนทิ้งเปลือกหอยแครงไว้เต็มพื้นร้าน เลยเป็นที่มาของร้านแจ๋วฮ้อนเจ้าประจำ ที่อยู่ในซอยเดียวกับร้านอาหารใหญ่ๆร้านหนึ่งแถวๆ รัชดา จำชื่อไม่ได้แล้วรู้แต่ว่าคนเยอะอาหารอร่อยถูกปากก็แล้วกัน สังเกตว่าร้านนี้มีรถจอดเยอะกว่าหลายร้านแถวๆนี้ ที่สถานที่สวยหรู มีที่จอดรถให้แต่ไม่มีรถจอดซักเท่าไหร่ “เฮ้ย...นี่ไผ่ลองโทรไปชวนเพื่อนคนที่ชวนไปกินข้าวที่เจอบนรถเมล์มาเจอพวกเราหน่อยซิ วันนี้วันศุกร์”ด้วย” เสียงพี่อ้อยเริ่มส่งคำท้า มาแต่ไกล พอรวมพลเพื่อนๆ ได้แล้ว “จริงด้วย พี่ไผ่ “ คราวนี้ตุ่มเลขาสาวประจำแผนกร่วมด้วยช่วยกันท้าเรา อ๊ะ..อ๊ะ..ท้าได้ที่ไหนกันล่ะ ไม่รอช้าเราคว้าโทรศัพท์โทรไปชวนเลยเหมือนกัน เดี๋ยวจะหาว่าไม่แน่จริง “เอ้อ..เจี๊ยบ... นี่ ..ไผ่เองนะ ศุกร์นี้กลับบ้านหรือเปล่า” “อ้าว..ไผ่เหรอ..ไม่ได้กลับครับงานเยอะมากเลยที่ออฟฟิศ ไม่ได้กลับมาหลายอาทิตย์แล้ว ...ว่าไงเหรอ “ ไม่มีอะไรหรอกเพื่อนๆ ที่ทำงานเราเค้าชวนไปกินข้าวเย็นด้วย แถวๆ รัชดาฯ เลยโทรมาถาม สนมั้ย” แม้นึกอยู่ในใจอยู่แล้วว่า สงสัยคงไม่ไปแน่ ขนาดบ้านยังไม่กลับเลย แต่ก็ลุู้้นอยู่ ก้มีเพื่อนๆที่ทำงานมาท้าให้ชวนอยู่นี่นา เสียงทางปลายสายชวนพวกเราไปทางโน้นเข้านั่น “ชวนเพื่อนมากินแถวๆ ซีคอน ได้มั้ยครับ พอดีผมมีงาน” แน้..มีการชวนพวกเราไปกินแถวถิ่นพี่แกอีกแน่.. เราต้องรีบบอกว่าทางนี้นักันไว้แล้วว่าแล้วเชียวไม่มา ไม่กล้าล่ะซี่ แน่จริงมาเจอเพื่อนเราดิ.. ได้แต่นึกในใจ แต่ก็บอกไปตามสายว่า “ เออน่ะ ไม่เป็นไร เอาไว้คราวหน้าละกันนะ เส้นทางมันก็ห่างกันมาก คนละฝั่งกันกทม.เลย กว่าจะได้เจอกันก็ยากแล้วหล่ะ ” โห..จะให้ไปแถวที่ทำงานคุณนะเหรอ ไม่มากไปหน่อยเหรอเนี่ย..กว่าจะขับรถไปเพื่อนทานข้าวกับคุณเนี่ยก็มืดพอดี กว่าจะได้เจอกัน หมดวันก่อนจะตะลอนกลับบ้านอีก ..นี่..ฉันต้องตากหน้าไปหาคุณเองเลยเหรอ ไม่เหมาะมั้ง ยังไงก็เป็นผู้หญิงอยู่ดี ถามใจตัวเองดูแล้วไม่ควรไปนะ ถ้าจะเจอกันแถวปิ่นเกล้ายังใกล้บ้านเราทั้งคู่นะ หลังจากวันที่ชวนเขามาทานข้าวกับเพื่อนๆ แล้ว เราก็ไม่ได้ติดต่อกันแต่อย่างไร ความจริงแล้วถ้าเกิดเค้าต้องการสานต่อความสัมพันธ์ก็น่าจะติดต่อมาเองนะ อ้อ.. ลืมบอกไปว่าพ่อหนุ่มหน้าตี๋รายนี้น่ะชื่อเจี๊ยบ ก็คงเพราะเป็นลูกคนสุดท้องมั้ง ไม่รู้ซิไม่ได้ถาม” ผ่านไปหลายปี จนฉันกลับมาช่วยงานที่บ้านเกิด จู่ๆเจี๊ยบก็โทรมาบอกว่าอยากสอนพิเศษ เพื่อเป็นวิทยาทานบ้าง เพราะกลัวว่าจะลืมสิ่งที่เรียนมา ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง เมื่อคนเราพร้อมกับงานที่ทำแล้วอยากจะให้คนอื่นบ้าง เป็นความคิดที่ดีมาก นอกจากมีความสุขแล้ว ยังเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นอีก นับว่าเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ และมีความหมายในจิตใจมากๆ เจี๊ยบฝากให้ฉันถามน้องๆ หรือญาติ พี่น้องของฉันที่เรียนอยู่ว่ามีใครอยากเรียนพิเศษพวกฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ให้ช่วยถามให้ด้วย ถ้าใครอยากเรียนก็นัดกันไปเรียน ตามมหาวิทยาลัยต่างๆในเมือง นัดสถานที่กันเลือกเอาที่สะดวกทั้งคนสอน คนเรียนเข้าว่า อาจมีข้อความน่ารักจากฉันส่งไปชวนเขามาดูคอนเสริ์ตบ้าง เมื่อปีที่ผ่านมา ไปดูเฉลียงก็ส่ง SMS ไปชวนเล่นซะงั้น ทางโน้นก็ตอบมาว่าอิจฉาจัง เพราะเค้าต้องทำงานที่ต่างจังหวัด เค้าก็ยังน่ารักใช่ย่อย ดูแล้วคงเป็นเพื่อนกันมากกว่า อย่างน้อยการที่ได้รู้จักเพื่อนมนุษย์ในโลกใบนี้เพิ่มขึ้น จากวันแรกจนถึงปัจจุบันเรามักจะติดต่อกันทางโทรศัพท์มากกว่า การจะหาเวลาไปเจอกัน แต่ใช่ว่าเราจะเป็นเพื่อนกันไม่ได้ไม่ใช่หรือ ไมตรีที่ส่งมาให้จะรับไว้ ไม่ลืมเลือน ยาวนานยั้งย้ำเตือน เสมอเหมือนเมื่อวันวาน พ่อหนุ่มหน้าหยกของฉัน ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันจนถึงวันนี้ ยังเป็นชายหนุ่มที่ทะเยอทะยานเช่นเดิมไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ทุกวันนี้เขายังคงเป็นผู้ชายที่พยายามทำงานเพื่อหาความมั่นคงให้ชีวิตตัวเอง ทุกครั้งที่เห็นรถเมล์สาย ปอ 11 ผ่านไป ยังจำความรู้สึกที่ดีๆ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม

:: The Bus Number 11 :: ( ตอนที่ 1)

โชคชะตาหรือว่าบังเอิญ



จะว่าไปเมื่อปี 2539 ดูเหมือนเพิ่งจะผ่านพ้นจากชีวิตมาไม่นานเท่าไหร่ ตรงกันข้ามเรื่องราวบนรถเมล์ต่างหากล่ะ ที่ยังน่าจดจำมากกว่าไม่น้อย นานๆที่จะได้ทักทายคนที่โดยสารบนรถเมล์โดยไม่ได้ตั้งใจ แล้วเป็นเพราะอะไรล่ะที่ทำให้คนเรารู้จักคนแปลกหน้าเพิ่มขึ้น ถ้าไม่ใช่ความบังเอิญ มาทักทายกับโชคชะตา ได้ถูกที่ถูกเวลา หรือว่าผ่านมาแล้วก็ผ่านไป


เย็นนี้มีงานสังสรรค์ของคลื่น Smooth 105 F.M. ที่เราเป็นขาประจำปาร์ตี้อยู่เดือนละครั้ง ไม่มีเพื่อนๆไปด้วยเพราะไม่มีใครเค้ามาฮิตฟังคลื่นภาษาอังกฤษเหมือนฉันเลยซักคน ไม่เป็นไรเพื่อนหาเอาข้างหน้าได้เสมอ มาคราวนี้จัดที่แถวๆสุขุมวิท 24 ที่โรงแรมอิมพีเรียลควีนส์ปาร์ค พอใกล้งานเลิกเรารีบเดินออกจากโรงแรมอิมพีเรียลควีนส์ปาร์ค ออกมาก่อนที่ฝูงชนจะออกมาพร้อมๆกัน เลยเลี่ยงออกมาก่อนคนอื่น วิ่งมาที่ป้ายารถเมล์ที่ใกล้ที่สุดพออกมาข้างนอกถึงรู้ว่ามีฝนตก


                                                             ฝนเริ่มซาเม็ดลงเรื่อยๆ ยังดีนะที่โรงแรมอยู่ไม่ไกลจากป้ายรถเมล์เท่าไหร่ ห็นรถปรับอากาศสาย ปอ.11 ปากน้ำ-ปิ่นเกล้ามาพอดี วิ่งขึ้นไปลุ้นๆอยู่เหมือนกันว่าจะมีที่นั่งหรือเปล่า กว่าจะไปถึงบ้านที่ปิ่นเกล้า ถ้าต้องยืนโหนบนรถเมล์ ความไกลของระยะทางจากสุขุมวิท กว่าจะถึงปิ่นเกล้าก็โหดพอดู มองไปด้านหลังเห็นเบาะว่างอยู่ที่หนึ่ง ทางฝั่งขวามือด้านหลัง เมื่อขึ้นรถแล้วเลี้ยวขวา เหลือบมองไปด้านหลังเห็นที่นั่งด้านหลังรถถัดขึ้นมาสองเบาะยังว่างอยู่ ฉันเดินปรี่เข้าไปทางด้านหลังรถ เห็นที่ว่างข้างหน้าต่างรถ ข้างๆกันมีชายหนุ่มใส่แวนตานั่งข้างๆอยู่ พอดูท่าว่าฉันจะเข้าไปนั่งเขาก็กระเถิบไปนั่งผั่งหน้าต่าง เพื่อให้ฉันได้นั่งได้สะดวกขึ้น “ขอบคุณค่ะ” ฉันเอ่ยขึ้นพร้อมผงกให้หัวเล็กน้อยก่อนนั่งลงข้างๆกัน ไม่นานนักเห็นคนนั่งข้างๆขยุกขยิกตัวหาหลบน้ำที่หยดลงมาจากช่องแอร์ข้างบน

                                         คราวนี้ถึงบางอ้อแล้วว่าทำไมไม่มีคนนั่งริมหน้าต่าง ช่องแอร์ รั่วนี่เอง นึกขอบคุณคนข้างๆ พร้อมยื่นกระดาทิชชูให้เขาเช็ดน้ำที่หยดมาเปียกกระเป๋าเอกสารสีน้ำตาลบนตัก “ ขอบคุณครับ” เขาเอ่ยพร้อมรับกระดาษชำระจากมือฉัน พร้อมๆ กับรอยยิ้ม เค้าเริ่มชวนคุยก่อน หลังจากที่นั่งดุเชิงกันพักหนึ่ง “ ทำงานแถวนี้เหรอครับ ” ว้าว..พ่อหนุ่มหน้าตี๋ใส่แว่นตาคนนั่งข้างๆ ทักฉันก่อน คราวนี้ฉันหันไปสบตาพร้อมบอกว่า “เปล่าคะ พอดีนัดเพื่อนไว้แถวนี้ค่ะ ” ไม่รู้ตัวเองว่ามุสาไปวะตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็ใครจะไปบอกกันหล่ะว่ามาปาร์ตี้ของคลื่นวิทยุ ในฐานะแฟนคลับน่ะ ไม่ได้หรอกนะเสียหายหมด


                   พอรถวิ่งไปซักพักเลยรู้ว่า เริ่มเข้าแยกราชประสงค์ เลี้ยวไปทางเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ในขณะนั้น เราเริ่มคุยกันมากขึ้น เลยรู้ว่าเขาทำงานอยู่ที่บ. Nationnal and Panasonic สำนักงานใหญ่อยู่แถวๆบางนา พอดีวันนี้ไปทานข้าวกับผู้ใหญ่ที่เป็นหัวหน้างาน เลยเลิกเย็นกว่าปกติ เสาร์-อาทิตย์จะกลับบ้านที่ปิ่นเกล้าครั้งหนึ่ง เพราะทีพี่สาวและแม่พักอยู่ที่นั่น เพราะที่ทำงานไกลบ้านเลยต่องอยู่หอพักใกล้ๆ ที่ทำงาน “ผมเป็นเด็กทุนมอนบุนโชครับ”พอเริ่มคุ้นเคยเขาเริ่มคุยเรื่องส่วนตัวให้ฟัง“ความจริงตอนสอบเอ็น ทรานท์ผมติดหมอที่ศิริราชได้ พร้อมกับได้ทุนไปปเรียนวิศวะแต่ผมเลือกทุนนี้เพราะ..เป็นทุนรับบาลญี่ปุ่นที่ให้เด็กที่ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นพร้อมออกค่าใช้จ่าย ให้ทั้งหมดกลับมาไม่ต้องใช้ทุน ที่บ้านมีลูกสิบคนผมเป็นคนสุดท้องพ่อแม่ไม่มีทุนมากนักเลยเลือกเรียนทางนี้เรียนวิศวะ “โห..เรียนเก่งใช่ย่อยนะเนี่ย “ฉันได้แต่แอบรำพึงในใจ



                       พอรู้ว่าจบจากเตรียมอุดมศึกษาที่พญาไท เลยถามว่ารุ่นไหน พอดีน้องชายฉันจบที่นั่นเหมือนกัน พอวักรุ่นกันแล้วเลยรู้ว่า พ่อหนามหน้ามน คนหน้าตี๋ที่ใส่แวนตานั่งข้างฉันคนนี้ละอ่อนกว่าฉันสองปี แต่ก็ทำเฉยๆ ดูมาดนิ่งดีทีเดียว“ ผมไม่ค่อยถือว่าต่างกันเท่าไหร่นะ เพราะมีผมรุ้จักอายุมากกว่าเยอะ ทำงานก้คลุกคลีกับคนอายุมากกว่าทั้งนั้น” ดูซิดูพูดเข้านั้น อยากอาวุโสนักหรือไงกันนะ อีตาคนนี้ แต่ท่าทางรอบรู้ของเขา ดูเป็นคนทะเยอทะยานไม่น้อย คงจะจริงอย่างที่พูด เพราะดูท่าทางมั่นใจตัวเอง และเชื่อมันในความคิดของตัวเองพอควร ฮันแน่..ทำหน้าตายด้วยนะนาย

                               
                        เวลาที่คุยกัน พอเริ่มคุ้นกันบ้าง แอบสังเกตุดูแววตายาวรีใต้แว่นใสคู่นั้นค่อนข้างทะนงตนพอควร “ที่บ้านมีพี่น้องกี่คน” เขาเริ่มต้นซักประวัติครอบครัวชั้นก่อนตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก ดูท่าทางแล้วก็ดูไม่มีอะไรน่ากลัว เลยคุยได้เรื่อยๆ ตอบคำถามเขาไป “บ้านเราสามคน เราเป็นคนโต น้องสาวหนึ่ง และสุดท้องผู้ชายที่เป็นรุ่นน้องเตรียมของคุณนั่นแหละ บ้านเกิดอยู่ที่นครสวรรค์ พอจบม.ปลายก็มาเรียนต่อกัน ” ไม่พูดเปล่าแอบเหลือบมองหน้าคนฟังไปด้วย ที่กำลังผงกหัวเป็นเชิงรับรู้ “ โห..สมัยนั้นจัดว่าน้อยนะ ที่บ้านผมสิบคน พ่อแม่เป็นคนจีนลูกเยอะ ผมเป็นคนสุดท้อง” ว้าว..ดูหน้าตาซิ ออกตี๋ขนาดไม่ต้องบอกก็ลูกว่ารากเหง้าเหล่าสักหลาดมาจากไหน ฉันแอบรำพึงในใจ “ ที่บ้านบอกแล้วว่าให้เรียนเยอะ ๆ เพราะไม่มีสมบัติอะไรให้ นอกจากให้ความรู้ไม่พูดเปล่ามีเสียงห้วเราะในลำคอ หึ หึ ปนมาด้วย


                                              พอรถเริ่มเลี้ยวขวาเข้าแยกราชประสงค์ เราทั้งคู่เริ่มคุยกันมากขึ้น เมื่อเขาถามเราแล้วเลยคิดว่าควรถามกลับไปบ้างไม่งั้นก็ไม่ได้ข้อมูลแลกเปลี่ยนกัน แล้วดูเป็นคนที่เรียนเก่งมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ครอบครัวมีพี่สาวเยอะจัง แล้วก้หยิบนามบัตรมาให้ “ นี่ครับ..ถ้ามีอะไรโทรไปนะ”พอหยิบมาดูแล้วนึกขำอยู่ในใจ มีทั้งวุฒิการศึกษาจบวิศวะอิเลคทรอนิกส์มาจาก มหาวิทยาลัยเกียวโตจริงๆ ด้วยเบอร์โทรที่บ้าน มือถือ มีให้เสร็จสรรพ“ บ้านคุณอยู่ที่ไหนเหรอ ” เราถามเพราะเห็นว่านั่งมานานพอกันเลย ไม่มีทีท่าว่าจะลงรถเลย รถวิ่งมาเกือบสุดสายแล้ว “ผมอยู่หลังเมอรี่คิงส์ปิ่นเกล้า อยู่หมู่บ้านบุษราคัม แล้วคุณล่ะบ้านอยู่ไหนเหรอ “ เราอยู่จรัญฯ 34 ต้องลงป้ายหน้าพาต้าปิ่นเกล้า ก่อนคุณป้ายหนึ่งพอดี ”ความจริงบ้านเราใกล้กันแค่นี้เอง ถ้าว่างๆ วันหลังไปทานข้าวด้วยกันซักมื้อนึงนะ ชวนเพื่อนไปด้วยก็ได้นะ” อุ๊ย..ตายชวนกินข้าวด้วยเว้ย...ฉันแอบลิงโลดในใจ แต่ตัองเก็บอาการ เพราะยังงุน ..งง อยู่ ที่ให้ชวนเพื่อนมาด้วยนี่แหละ มีเสียงโห่..กันขรมเลย พอไปปรึกษาเพื่อนๆ แม่เพื่อนๆของฉันได้แต่ต่อว่ากันสารพัด รุมสรุปว่าฉันไม่ได้เรื่อง เค้าชวนกินข้าวแสดงว่าสนใจเราแล้ว โห..ใครจะไปรู้เล่า ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร เพราะเค้าอายุน้อยกว่า 2 ปี แต่ว่าหน้าตาน่ารัก ตรงใจก็เท่านั้นเอง มาเริ่มแปลกๆ ก็ตรงที่ “ แล้วโทรมาคุยกันบ้างนะครับ เออ.นะ ให้แต่เบอร์ให้เราโทรไป ไม่เห็นขอเบอร์เราบ้างเลย อยากคุยด้วยจริงเปล่าก็ไม่รู้


                               “ถ้าโทรไปที่บ้านก็เบอร์นี้เบอร์ตรงที่ห้องผมเองนะ ไม่อย่างนั้นพี่ต้องเรียกมารับข้างล่าง “เขาพูดขึ้นตอนที่ยื่นนามบัตรมาให้ แหม..มายื่นนามบัตรให้ตอนที่ฉันใกล้จะลงแล้วซิ ป้ายหน้าก็จะถึงพาต้าแล้ว เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยเชียวที่นั่งคุยจ้อกับคนที่ไม่รู้จักมักจี่บนรถเมล์นานขนาดนี้ แถมยังคุยกันได้ตลอดทางเสียด้วยซิ ฉันส่งยิ้มให้ เมื่อเค้าบอกให้โทรหา ไม่ได้รับปาก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธพอลงรถไปแล้วอดเหลือบมองกลับขึ้นบนรถไม่ได้ว่าคนที่นั่งข้างๆจะมองตาหรือไม่ พอรถเมล์ออกตัว บอกตัวเองให้สลัดภาพคนที่ยิ้มให้บนรถทิ้งไป เขาอาจจะชอบให้โอกาสคนทั่วๆไปแบบนี้ก็ได้ คนที่มีรูปร่าง หน้าตา การศึกษา เป็นทุน อาจให้ความหวังคนที่เจอกันไปเรื่อย ชีวิตดำเนินตามปกติ นำเรื่องไปปรึกษาเพื่อนๆที่ทำงาน เพื่อนๆบอกให้ลองโทรชวนไปทานข้าวกันไม่เคยสนใจ ได้แต่ชวนไปกินข้าวด้วยแถวๆที่ทำงานเขาแทนวะนี่ เออ..ใครจะอุตส่าห์ขับรถไปไกลขนาดนั้น มันอยู่คนละฝั่งกรุงเทพฯเลยก็ว่าได้ วันแล้ววันเล่าไม่มีโอกาสได้เจอกันซักที


                                                ในที่สุดเราก็ต้องกลับไปช่วยงานที่บ้านเพราะทางบ้านให้โอกาสมาทำงานเพื่อหาประสบการณ์ พอถึงเวลาก็ต้องไปช่วยงานเค้าแล้ว ไม่อยากไปเลย เพราะได้มีโอกาสใช้ชีวิตลำพังด้วยตัวเอง หไม่นานนี้เอง หลังจากที่น้องทั้งสองคนต้องเดินทางไปเรียนต่อที่อังกฤษ และ สก็อตแลนด์ ชีวิตอิสระที่อยู่คนเดียวก็สบาย วันไหนที่เลิกงานก็ไปทานข้าวกับเพื่อนที่ทำงาน ที่เหลือก็ใช้วันหยุดทำงานบ้าน เก็บกวาด เช็ดถู นานๆก็ชวนเพื่อนสมัยเรียนขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัด เลือกที่ใกล้ๆกรุงเทพฯ จะได้กลับมาทำงานสะดวก พอถึงเวลาจริงๆคงเป็นช่วงที่อายุเข้าเลขสามพอดี


                                วันเกิดปีนั้นเริ่มถามตัวเองแล้วว่า เราควรจะใช้ทุนที่พ่อแม่ส่งเรียนได้แล้ว แต่ยังสนุกกับงานพิเศษ ตอนนั้นมีทั้งสอนพิเศษภาษาอังกฤษน้องๆฉันเอง ตอนสอบเอ็นทรานซ์ด้วยเหมือนกัน งานสอนพิเศษก็เป็นงานพิเศษที่บังเอิญเจอพี่คนหนึ่งที่เคยสอนพิเศษตอนที่น้องฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัย มาเที่ยวบ้านกับนองชาย พอเจอกันเลยชวนให้ไปลองสอนดู พอได้ก็สอนร่วมกับพี่เค้ามาเรื่อย นับว่าเป็นงานอดิเรกที่มีความสุข มากๆงานหนึ่ง แถมรายได้ไม่น้อยเลย มากกว่างานประจำด้วยซ้ำ ผม่คิดว่าจะมาทำงานนี้ด้วยซ้ำเพราะไม่ได้จบมาทางด้านนี้โดยตรง แต่เป็นคนชอบภาษาอังกฤษ และมีหนุ่มตาน้ำข้าวมาจีบพอให้กระชุ่มกระชวย

 ยังมีต่อ    

   เขียนโดย  

   KorP@i         

The window of my world

"ไม่ได้ไม่ได้ ต้องได้"

"ไม่ได้ไม่ได้     ต้องได้" คำพูดนี้ยังกึกก้องอยู่ในหัวของศิษย์เก่า ร.ร อนุชนวัฒนาอย่างเราเสมอ ทุกครั้งที่นึกถึงวัยเด็ก เมื่อครั้งท...