https://www.facebook.com/KorpaiLee/

:: ส้มหล่นลูกใหญ่ได้ไปเนปาล::

ตอนที่ 3 : สีสันแห่งชีวิต ตามติดไปช็อปปิ้งที่เมืองธาเมล

ผู้คนที่เห็นข้างหน้าแต่งตัวคล้ายกับที่เราเคยเห็นท่านทาไลลามะเสียจริง กำลังเดินผ่านช้องตรวจคนเข้าเมืองเป็นแถว “ว้าว..จริงด้วยมีพระทิเบตกำลังเข้าแถวต่อจากกลุ่มทัวร์ของเรา” เลยได้เห็นการต้อนรับอาคันตุกะตามแบบฉบับของชาวเนปาลี ถ้าใครตามดูข่าวในพระราชสำนักตอนที่สมเด็จพระเทพฯ ท่านเสด็จเยื่อนละแวกนี้จะมีชาวทิเบตให้การต้อนรับอย่างนี้เช่นกัน เค้าจะมีผ้าสีขาวไว้คล้องคอของแขกผู้มาเยือนก่อนเข้าเมือง

บรรดาพระจีนจากเมืองต่างในแถบเอเชียมีการประชุมกันที่เนปาล เราเพิ่งเห็นป้ายที่แขวนระหว่างทางที่เขียนต้อนรับพระทิเบตเหล่านั้น เดินออกมาจากสนามบินเห็นหนุ่มๆ ที่มีรถไว้บริการผู้โดยสารที่เพิ่งลงจากเครื่องบินต่างเรียกให้ใช้บริการของตนกันด้วยรถคันเล็กสีขาวจอดเรียงกันเต็มสนามบิน ส่วนเราเดินตามขบวนที่มีรถโค้ชคันใหญ่มารับ พอจัดการกับสัมภาระเรียบร้อยแล้วก็ขึ้นรถเตรียมตัวเดินทางเข้าที่พัก พอขึ้นรถก็มีไกด์ท้องถิ่น ท่าทางแต่ละคนมีลักษณะกรุ้มกริ่ม แววตาเจ้าชู้ หน้าตาคมคาย แบบฉบับคนแขกทั่วๆไปแต่ส่วนใหญ่ผิวสีคล้ำ

ส่วนไกด์ประจำรถเราแนะนำตัวว่าชื่อคีราน จากไกด์ทั้งหมดมีพ่อหนุ่มคีรานคนเดียวที่พูดอังกฤษและญี่ปุ่นได้ พอได้คุยกันเลยรู้ว่าเคยได้ทุนไปเรียนที่ญี่ปุ่นมาด้วย ที่แปลกกว่าคนอื่นคือทุกคนสื่อสารภาษาไทยได้หมด

                                                      ยกเว้นคีราน ฮ่า.ฮ่า..จะถามไกด์ซักทีนึงด้วยใช้อังกฤษกันหล่ะ ฟังดูเท่ห์มั้ยล่ะ รถพาเข้าที่พัก Hyatt Regency Kathmandu เป็นโรงแรมแบบรีสอร์ทใจกลางเมืองกาฐมาณฑุ เอาข้าวของเก็บไว้ก่อนค่อยออกเดินทางต่อไปเมืองท่องเที่ยวกันทันที เริ่มจากทาเมล แหล่งช็อปปิ้งที่เมืองกาฐมัณฑุ คล้ายๆถนนข้าวสารที่กทม.ของเรา แต่ถนนที่คนเดินจะแคบกว่า มีร้านค้าตลอดทางเดิน ทางที่ให้เดินนั้นแคบกว่าที่ข้าวสาร มีรถมอเตอร์ไซค์ และรถเก๋งคันเล็ก วิ่งเข้าออกได้ ถนนไม่ค่อยเท่ากันนักเส้นทางเป็นเนินตลอดทาง

                                                                           แต่ที่น่าชมเชยคืไม่มีการวางของเกะกะหน้าร้านให้เราได้เดินชน ของจะวางไว้ในร้าน ร้านแรกที่แวะเข้าไปดูขายกระเป๋าผ้า มีสินค้าสารพัด ไม่ว่าจะเป็นผ้าคลุมไหล่ ที่เรียกว่า Nepali Pashmina หรือผ้าที่ทำมาจากผ้าวูลหรือแคชเมียร์ มีให้เลือกหลายแบบหลายสี ทั้งมีลวดลายและไม่มีลวดลาย มีทั้งที่เป็นวูล 100% หรือ 70 % ถ้าไม่ผสมอย่างอื่นจะมีราคาแพงทีเดียว เดินด^ไปเรื่อยๆ ยังไม่ตกลงปลงใจว่าจะซื้ออะไรดี เพราะได้ยินมาว่าหากว่าเราต่อรองราคาสินค้าเรียบร้อยแล้วเป็นอันว่าตกลงใจที่จะซื้อแน่ๆ ไม่อย่างนั้นร้านค้าที่เราต่อรองจะเดินตามตื้อจนเราเกิดความรำคาญ

                                                                                       อีกอย่างอย่าลืมว่าการสื่อสารของที่นี่การส่ายหน้าหมายความว่า Yes พยักหน้าแปลว่า No เป็นสิ่งที่ต้องจดจำวัฒนธรรมของถิ่นนี้ไว้ เข้าเมืองตาหลิ่ว (หนุ่มๆชาวเนปาลีนี่เค้าหลิ่วตาให้สาวเก่งชะมัดเลย ใครไม่เชื่อลองมาเที่ยวดูได้เลย ทั้งยักคิ้วหลิ่วตาเลย) แต่เราไม่หลิ่วตาตามหลอก เพราะหลิ่วไม่ไหวพี่ท่านแต่ละคนท่าทางไม่เบากันเลย ที่นี่ให้มีภรรยากันหลายคนด้วยซี

                                                                                                นอกจากหลิ่วแล้วนัยน์ตายังเป็นประกายเจิดจ้าเหมือนกันอีก ร้านค้าต่างๆที่เรียงรายอยู่มักจะมีคนขายเป็นหนุ่มหน้าละอ่อนทั้งนั้น รอบแรกเลยต้องดูสินค้าไว้ก่อน ยังไม่ปักใจชอบอะไรมากนัก ต้องชั่งใจไว้ก่อน เหมือนเช็คราคากันไปก่อน ท่าทีของราคาจะเป็นอย่างไร ไปรีบซื้อรีบต่อไม่ได้ พ่อค้ามักจะบอกผ่านกันทั้งนั้นเลย


                                                     พอๆ กับการไปเที่ยวเสิ่นเจิ้นเลยเชียว เดินเรื่อยเปื่อยจนไปเจอร้านขายเทป ซีดี วีดิโอ ที่เปิดเพลงแนว แนวเดียวกันหมดเลย แค่เดินผ่านแล้วได้ฟังก็ได้ยินบทสวดมนต์สุดแสนจะมีพลังและขลัง เหมือนอยู่ในเมืองทิเบตไม่ปาน “โอ..เนปาลีฮุม..โอ..เนปาลีฮุม” แว่วมาแต่ไกล ตลอดทางที่เดินไปบนถนน ของเมืองธาเมล ในที่สุดก็มาเจอสองหน่ม หนุ่มหนึ่งยังเป็นวัยรุ่น ส่วนอีกหนุ่มบอกว่าเป็นหนุ่มใหญ่ ทั้งคู่บอกเราว่าได้เคยมาเยือนเมืองไทยที่เชียงใหม่แล้วประทับใจมาก ไม่พูดเปล่ามีรูปที่ถ่ายกับบรรดาสาวๆ มาอวดกันยกใหญ่ เราได้อุดหนุนวีซีดี เพลงสวดไป 1 ชุด ราคาที่เหมาะสมที่สุดทั้งคนซื้อคนขาย

                                                 สังเกตคนที่มาอยู่ที่นี่นอกจากจะเป็นแขกผิวเข้มแล้ว มีคนที่หน้าตาออกไปแนวๆจีนทิเบตก็ไม่น้อย ที่เหลือยังมีหน้าตาประมาณกะเหรี่ยง ที่เข้ามาอาศัยในบ้านเราด้วย นับว่ามีหลายชนชาติประกอบกันเยอะไปหมด หากเปรียบเที่ยบกับที่เมืองไทยแล้วถึงจะมีคนยากจนขนาดไหนก็มีขอทานไม่เท่าที่นี่เป็นแน่

                                                     โดยเฉพาะเด็กๆระหว่าวงที่เดินท่องเที่ยวอยู่นั้นจะมีเด็กๆแต่งตัวมอมแมมเดินมาขอสตางค์กันเยอะมาก ถ้าไปให้เข้าหนึ่งคนแล้วเหมือนกับเป็นการเชียร์แขกโดยไม่ได้ตั้งใจ คราวนี้ตื้อจนท่านไม่มีอันได้เดินเที่ยวอย่างสะดวกใจ กลายเป็นสร้างความรำคาญให้มากกว่า เมื่อได้แล้วเค้าจะเดินตามท่านพร้อมกับชวนเพื่อนมาขอเงินท่านอีกเป็นฝูง ต้องฝึกการทำใจแข็งเอาไว้ อย่าไปหลงกลพวกเด็กๆ เหล่านั้น

:: ส้มหล่นลูกใหญ่ได้ไปเนปาล ::

ตอนที่ 2: สนามบินตรีภูวัน ณ กาฐมัณฑุ


                                            เราไปกันเป็นทีมทัวร์ต้องร่มมือร่วมใจร่วมทีม พอได้ยินเสียงร้องบอกต่อๆ กันมาว่าเตรียมเอกสารได้แล้ว เครื่องของเรามาแล้วล่ะ ได้เวลาซักที เราเผลอแอบมองบรรดาเพื่อนร่วมทางยิ้มแย้มและทักทายให้เพื่อนใหม่ที่ต้องใช้เวลาร่วมกันอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้

ในฐานะเพื่อนร่วมทาง สังเกตดูแล้วมีหลายวัยมาก ตั้งแต่อาแปะ อาวซิ่ม อาเจ็ก ไปจนถึงเด็กที่ดูจะอายุน้อยที่สุด เป็นเด็กผู้ชายอายุก็ราวๆ 9 ขวบ ดูท่าทางคล่องแคล่วว่องไว แววตาอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ส่องประกายวาววับ เค้าชื่อว่าน้องอู่ข้าว

แต่ละคนเดินเรียงแถวเดินเข้าข้างในเครื่องบินในมือมีตั๋วเครื่องบินที่มีหมายเลขที่นั่งของตน ถึงคิวเราแล้ว มีสจ๊วตผายมือไปทางด้านข้างว่าถึงที่นั่งแล้ว

                                ฮ้า..โชคชะตาเข้าทาง เราได้นั่งติดริมหน้าต่าง พอที่ทางลงตัว เตรียมหาหนังสืออ่านทำลายเวลาระหว่างเดินทาง ได้นั่งเหล่เมืองท่ามกลางขุนเขารายล้อม พอได้ยินมาว่าที่สนามบินตรีภูวันแห่งเมืองกาฐมัณฑุ เป็นเมืองที่นักบินนำเครื่องลงได้ยากมาก เรียกว่าใครจะมาขับเครื่องลงที่นี่ได้ฝีมือไม่ธรรมดา ได้นั่งมองวิวด้านข้าง

โอ้ว..ช่าง..งดงามเหลือเกิน จนตัวเราเองอดไม่ได้ที่ต้องชะโงกหน้าลงไปมองข้างล่างอย่างตื่นตาตื่นใจ เบื้องล่างมีหุบเขามากมาย มีสีสันบ้านเรือนเรียงรายเป็นกระจุกมองไม่เห็นประชากรเท่าไหร่นัก อาจเป็นเพราะระดับความสูง ได้ยินเสียงไกด์บอกให้คนที่อยู่ฝั่งซ้ายมือ

มองวิวข้างๆ จะเห็นเทือกเขาหิมาลัยแล้ว หลายๆคนพากันลุกกรูจากที่นั่งฝั่งตนพร้อมกับกล้องถ่ายรูปไปเก็บภาพสวยๆไว้ในแผ่นฟิล์ม นำกลับไปฝากคนที่ไม่ได้มาด้วย เราอยู่คนละฝั่งยังแอบมองกับเขาด้วย ...

โห..ความสวยงามเหล่านั้น มันบอกไม่ถูกเลยว่าเป็นอย่างไร ขนลุกซู่ชูชัน ไม่ได้เกิดจากอากาศเยือกเย็น แต่เป็นใจต่างหากที่ยินดีกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ดั่งสวรรค์บนดิน เสียจริงเชียว การได้มองทิวเขาจากเครื่องบินในที่สูงเช่นนี้

หากไม่เปรียบกับสวรรค์แล้ว ไม่รู้ว่าจะเปรียบกับอะไรได้ ความตื่นเต้นยังไม่จางไปจากหัวใจเลย เสียงแอร์โฮสเตสสาวประกาศขอบคุณผู้โดยสารที่มาด้วยพร้อมกับบอกชื่อกัปตันที่นำทีมพวกเรามาถึงที่นี่โดยสวัสดิภาพ นี่..ใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่พวกเราก็ถึงที่หมายแล้ว

อากาศที่กำลังเย็นแบบพอดีๆ ไม่หนาวจนเกินไป ทำให้จิตใตปลอดโล่งเหลือเกิน ตรีภูวันเป็นสนามบินเล็กๆ สีตึกสวย เป็นอิฐสีแดงใกล้เคียงธรรมชาติ ไม่ดูพลุกพล่านวุ่นวาย มองลงมาจากหน้าต่างเครื่องบิน เห็นตึกเล็ก เรียงกันเป็นสีธรรมชาติ มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง บ่งบอกถึงความมีวัฒนธรรมของตัวเองของเมือง ไม่สงสัยว่าทำไมถึงได้เป็นเมืองแห่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม ทั้งคนทั้งเมือง ที่เคลื่อนไหวอยู่ในเมืองนี้เป็นมรดกที่ล้ำค่า    เป็นวิถีชีวิตที่ต่างไปจากบ้านเรา


ยังมีต่อ

:: ส้มหล่นลูกใหญ่ได้ไปเนปาล::

ตอนที่ 1 ตะลุยสุวรรณภูมิ


เมื่อมีโอกาสเดินเข้ามาหา
จงอย่าได้ปฏิเสธมัน
ไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีบางสิ่งบางอย่าง
วิ่งเข้ามาหาเราโดยที่ไม่ได้ตั้งตัว



นั้นแหละคือที่มาของ Trip นี้


                                      บังเอิญว่าขายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดได้ยอดขายตามเป้าที่บริษัทแม่กำหนดไว้ที่บ้านเราเป็นผู้แทนจำหน่าย ทำยอดได้เป้าการขายที่ทางบริษัทมีสมนาคุณให้ไปเที่ยวเนปาล อาปากับแม่ไม่ไป            ส้มลูกใหญ่เลยหล่นล่วงลงมาหาป้ากับเราได้พากันเหิรฟ้า ท้าอากาศ หนาวที่เนปาล


                        ช่างเป็นทริปที่เหลือเชื่อ ช่วยให้เราได้มีโอกาสประเดิมสนามบินแห่งใหม่ของเมืองไทย เป็นครั้งแรก   พอได้ลุยสนามบินใหม่เห็นสารพัดสิ่งที่เหมือนจะดูไฉไลซะจริงเชียว

ไม่ว่าจะเดินเลาะเลี้ยวไปที่ใดก็เจอแต่สินค้ามากมาย ชวนให้เงินเราไหลออกนอกตัวเป็นยิ่งนัก
ร้านรวงระหว่างทางช่างชวนสายตาให้เหลือบมอง ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอม ผ้าพันคอแสนสวย เครื่องสำอางค์ คอลเลคชั่นใหม่มาแรงเพียบ
   
จนต้องนั่งมองความคิดมองสติให้ดีก่อนเดินทาง เพราะมีสิ่งล่อลวงใจให้ใหลหลงเข้าดงระงับกิเลศตลอดทาง เผลอเมื่อไหร่เป็นได้จับจ่ายใช้สอย ทางเลื่อนหรือบันไดที่มีไม่ได้เอื้อให้กับผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางกันอย่างแท้จริง

ในทางกลับกันทุกที่ทางที่เดินผ่านจะเอื้อผลประโยชน์ให้กับร้านค้าและนักจับจ่ายใช้สอยมือทองกระเป๋าหนักมากกว่า ไม่ว่าจะเดินเหินไปที่ไหนเส้นทางบังคับก็มักจะให้เราเข้า King Power อยู่เสมอ จนกลายเป็นสิ่งที่เกะกะต่อสายตา

                              ถ้าหากว่ากำลังเร่งรีบอารมณ์พาลจะเสียเอาง่ายๆ เพราะต้องเสียเวลาอยู่ในวงจรของ Duty Free คนที่กลัวตกเครื่องต้องวิ่งอ้อมกันน่าดูกว่าจะเข้าไปเจอ Boarding Pass ของตัวเอง  ประตูที่ต้องออกไปขึ้นเครื่องบินก็อยู่เสียไกลสุดลูกตาเลย เกือบสุดทางของสนามบินเลยเชียว

 เวรจะเดินเข้ามาหาแทนไม่ใช่โอกาสเสียแน่แท้เรา

ยังมีต่อ

The window of my world

"ไม่ได้ไม่ได้ ต้องได้"

"ไม่ได้ไม่ได้     ต้องได้" คำพูดนี้ยังกึกก้องอยู่ในหัวของศิษย์เก่า ร.ร อนุชนวัฒนาอย่างเราเสมอ ทุกครั้งที่นึกถึงวัยเด็ก เมื่อครั้งท...